ช่วงนี้มีคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการคล้ายกันบ่อยมากครับ น้องๆ มักจะนั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ วอกแวกง่าย ทำอะไรเดี๋ยวเดียวก็เบื่อ หรือในวัยทำงานเองหลายคนก็บ่นว่าตัวเองเริ่มมีความจำสั้นลง งานไม่ค่อยเสร็จ วอกแวกกับเสียงแจ้งเตือนมือถือตลอดเวลา หลายคนกังวลใจว่าตัวเองหรือลูกกำลังป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นหรือเปล่า แต่พอมาตรวจเช็กดูจริงๆ แล้ว ปัญหาไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือสารเคมีในสมองตั้งแต่กำเนิด แต่มันคืออาการที่เรียกว่า โรคสมาธิสั้นเทียม ที่กำลังระบาดเงียบๆ ในยุคดิจิทัลนี้ต่างหากครับ
โรคสมาธิสั้นเทียมคืออะไร และต่างจากสมาธิสั้นแท้อย่างไร
คำว่า โรคสมาธิสั้นเทียม ไม่ใช่โรคทางจิตเวชที่มีมาแต่กำเนิดแบบโรคสมาธิสั้นแท้ (ADHD) ที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นภาวะที่สมองถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาลและความเร็วสูงจากหน้าจอโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือโซเชียลมีเดีย จนทำให้ความสามารถในการจดจ่อลดลง สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมสลัดความยับยั้งชั่งใจเริ่มทำงานรวน เพราะชินกับการเปลี่ยนเรื่องโฟกัสทุกๆ สามวินาทีตามคลิปสั้น ทำให้เวลาต้องมานั่งทำงานหรือเรียนหน้านิ่งๆ นานๆ สมองจึงพาลต่อต้านและวอกแวกไปเสียดื้อๆ
พฤติกรรมแบบไหนที่กำลังฟ้องว่าสมองกำลังป่วยเป็นสมาธิสั้นเทียม
อาการเตือนภัยมักจะเริ่มทีละน้อยจนเราชินชา แต่ถ้าลองสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวดีๆ จะพบสัญญาณเหล่านี้:
- หยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลาโดยไม่มีเหตุผล แค่ว่างสักสองวินาทีมือก็ควานหาโทรศัพท์แล้ว
- อ่านหนังสือหรือบทความยาวๆ ไม่จบ อ่านได้สองบรรทัดใจก็ลอยไปเรื่องอื่น หรือต้องไถฟีดหน้าจอหนี
- ขี้ลืมและทำของหายบ่อย เพราะตอนทำไม่ได้ตั้งใจจดจ่อตั้งแต่แรก สมองเลยไม่ได้บันทึกข้อมูล
- หงุดหงิดง่ายเวลารอนานๆ หรือเวลามีอะไรไม่ได้ดั่งใจ เพราะชินกับความเร็วระดับคลิกเดียวได้เลย
ทำไมหน้าจอถึงทำให้สมองเรากลายเป็นแบบนั้น
เบื้องหลังอาการเหล่านี้คือเรื่องของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) ครับ ทุกครั้งที่เราไถฟีดเจอเรื่องสนุก คลิปตลก หรือยอดไลก์ สมองจะหลั่งสารความสุขนี้ออกมาหล่อเลี้ยง ทำให้เราเพลิดเพลินและเสพติดการเสพข้อมูลสั้นๆ ยิ่งเสพมาก สมองยิ่งชินกับการทำงานแบบฉาบฉวย พอต้องมาเจอเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลานาน เช่น การอ่านหนังสือเรียน การประชุมเครียด หรือการทำงานชิ้นใหญ่ สมองจึงมองว่าเรื่องพวกนี้น่าเบื่อและไม่หลั่งโดปามีนออกมา เราจึงหมดแรงจูงใจและสมาธิหลุดไปในที่สุด
วิธีปรับพฤติกรรมเพื่อกู้คืนสมาธิและความจำให้กลับมา
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ครับ ไม่ต้องใช้ยาเลย แค่ต้องอาศัยความตั้งใจจริงในการฝึกสมองใหม่
กำหนดเวลาชัดเจนสำหรับการเสพโซเชียลมีเดีย
ลองเริ่มจากการงดใช้โทรศัพท์มือถือก่อนนอนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง และระหว่างวันให้กำหนดเวลาเช็กข้อความหรือโซเชียลเป็นรอบๆ แทนที่จะเปิดแจ้งเตือนให้เด้งมาเตือนตลอดเวลา เพราะทุกครั้งที่เสียงเตือนดัง สมาธิที่กำลังสะสมอยู่จะพังทลายลงทันที
ฝึกสมองให้จดจ่อกับสิ่งเดียวนานขึ้น
ลองหากิจกรรมที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้อง เช่น การอ่านหนังสือที่เป็นเล่มกระดาษ การวาดรูป การต่อเลโก้ หรือการปลูกต้นไม้ โดยเริ่มจากเวลาสั้นๆ เช่น สิบนาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้น เพื่อฝึกให้สมองเรียนรู้ความสุขที่ได้จากการทำอะไรสำเร็จไปทีละอย่าง
ให้เวลากับความว่างเปล่าเสียบ้าง
ในหนึ่งวันควรมีช่วงเวลาที่ปล่อยให้สมองได้พักผ่อนจริงๆ โดยไม่ต้องฟังเพลง ไม่ดูจอ และไม่ต้องคิดเรื่องงาน นั่งมองนกมองไม้ปล่อยใจลอยไปบ้าง การปล่อยให้สมองได้ว่างเว้นจากการรับข้อมูล จะช่วยให้เซลล์สมองได้ซ่อมแซมและจัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้น
โรคสมาธิสั้นเทียมไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มันเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนที่ใช้ชีวิตพึ่งพาเทคโนโลยี ถ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมาธิเหมือนเก่า อย่าเพิ่งตกใจว่าเป็นโรคทางสมอง ลองปรับเวลาการเล่นมือถือและหันมาใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ให้มากขึ้น แล้วคุณจะพบว่าสมาธิที่ลอยหายไป ค่อยๆ กลับคืนมาหาเราได้แน่นอนครับ