หมอมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่หลายท่านพาน้องๆ เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยความกังวลใจ เล่าให้ฟังว่าลูกดูฉลาด พูดจาโต้ตอบได้คล่องแคล่ว แต่พอถึงเวลาเรียน อ่านหนังสือ หรือทำใบงานกลับทำไม่ได้ พยายามเคี่ยวเข็ญเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น จนบางครั้งเด็กเริ่มไม่อยากไปโรงเรียนและมีอาการงอแงทุกครั้งที่ต้องทำการบ้าน
หลายครอบครัวเข้าใจว่าเด็กแค่ขี้เกียจ ไม่ตั้งใจ หรือดื้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กอาจกำลังเผชิญกับภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities หรือ LD) และสิ่งที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ เด็กมักไม่ได้มีแค่ภาวะนี้เพียงอย่างเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การประเมินภาวะโรคร่วมเช่นภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ถึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการช่วยเหลือเด็กอย่างตรงจุด
ทำไมเด็กบางคนไม่ได้เป็นแค่โรคบกพร่องทางการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว?
ในทางพัฒนาการเด็ก สมองของคนเราทำงานเชื่อมโยงกันหลายส่วน เมื่อมีความผิดปกติในระบบการเรียนรู้เกิดขึ้น มีโอกาสสูงมากที่จะมีความบกพร่องในระบบอื่นร่วมด้วย การที่เด็กคนหนึ่งมีหลายภาวะพร้อมกันเราเรียกว่า ภาวะโรคร่วม (Comorbidity)
หากเรามองเห็นแค่ปัญหาเรื่องการอ่านเขียน แต่ไม่เคยประเมินหาภาวะอื่นที่แฝงอยู่ การรักษาหรือแก้ไขปัญหาจะทำได้เพียงครึ่งเดียว เหมือนกับการซ่อมเรือที่รอยรั่วมีหลายจุด แต่เราอุดแค่จุดเดียว น้ำก็ยังคงไหลทะลักเข้าเรืออยู่ดี การประเมินที่ครอบคลุมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนช่วยเหลือ
ภาวะโรคร่วมที่มักพบคู่กับภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้มีอะไรบ้าง?
จากประสบการณ์การดูแลเด็กๆ หมอมักพบภาวะเหล่านี้ซ้อนทับอยู่กับภาวะ LD ซึ่งแต่ละภาวะจะส่งผลกระทบต่อกันและกัน ดังนี้
โรคสมาธิสั้น (ADHD): คู่หูที่พบได้บ่อยที่สุด
พบได้บ่อยถึง 30-50% ในเด็กที่เป็น LD เด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถนั่งจดจ่อกับการเรียนได้ วอกแวกง่าย หรือซนอยู่ไม่นิ่ง เมื่อผนวกกับภาวะ LD ที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลยากอยู่แล้ว การขาดสมาธิจึงยิ่งทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างสิ้นเชิง
ภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าในเด็ก
ลองจินตนาการถึงเด็กที่พยายามอย่างหนักแต่ก็ยังทำไม่ได้เท่าเพื่อน โดนดุจากทั้งครูและผู้ปกครองเป็นประจำ ความล้มเหลวสะสมเหล่านี้จะกลายเป็นความเครียด วิตกกังวล กลัวการทำผิดพลาด และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ไม่อยากเข้าสังคม หรือมีพฤติกรรมต่อต้านได้
ปัญหาด้านการประสานงานของร่างกายและภาษา
เด็กบางคนมีปัญหาการสื่อความหมาย การจับใจความ หรือปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทำให้เขียนหนังสือช้า ลายมืออ่านยากมาก ซึ่งบางครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของ LD แต่เป็นความบกพร่องในการพัฒนากล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวร่วมด้วย
ขั้นตอนการประเมินภาวะโรคร่วม คุณหมอทำการตรวจประเมินอย่างไรบ้าง?
การวินิจฉัยไม่ได้ทำเพียงแค่การนั่งคุยไม่กี่นาที แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่รอบด้านและอาศัยข้อมูลจากหลายฝ่าย ดังนี้
- การรวบรวมประวัติอย่างละเอียด: ซักประวัติพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด พฤติกรรมที่บ้าน และข้อมูลการเรียนจากแบบประเมินที่ครูผู้สอนเป็นผู้กรอก
- การทดสอบทางจิตวิทยาและการเรียนรู้: ประเมินระดับสติปัญญา (IQ Test) ควบคู่กับแบบทดสอบความสามารถทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ
- การใช้แบบประเมินสมาธิและพฤติกรรม: เพื่อคัดกรองภาวะสมาธิสั้น ภาวะอารมณ์ และพฤติกรรมก้าวร้าวหรือซึมเศร้า
- การตรวจทางร่างกายและประสาทสัมผัส: ตรวจการมองเห็นและการได้ยิน เพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาการเรียนไม่ได้เกิดจากสายตาสั้น หรือหูตึง
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่ควรรีบพาบุตรหลานมาประเมิน?
หากสังเกตพบพฤติกรรมเหล่านี้ในตัวเด็ก ควรรีบพามารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก:
- อ่านหนังสือข้ามคำ สลับพยัญชนะ เขียนตัวหนังสือกลับด้านเป็นประจำ ทั้งที่อยู่ชั้นประถมแล้ว
- มีปัญหาในการทำตามคำสั่งหลายขั้นตอน รวบรวมความคิดไม่เป็นระบบ
- ระเบิดอารมณ์ ร้องไห้ หรือต่อต้านอย่างรุนแรงทุกครั้งที่ต้องทำการบ้าน
- บ่นปวดหัว ปวดท้อง ทุกเช้าวันเรียน โดยตรวจไม่พบสาเหตุทางร่างกาย
- วอกแวกง่ายมาก ไม่สามารถทำงานเสร็จทันเวลาแม้จะเป็นงานง่ายๆ
วิธีช่วยเหลือเมื่อพบว่าเด็กมีหลายภาวะร่วมกัน
เมื่อผลการประเมินออกมาว่าเด็กมีภาวะโรคร่วม การรักษาจะไม่ได้พึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เป็นการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ
หากเด็กมีภาวะสมาธิสั้นร่วมด้วย คุณหมออาจพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เพื่อช่วยให้เด็กมีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้น จากนั้นจึงใช้การสอนเสริมแบบพิเศษ (Special Education) ที่ออกแบบมาสำหรับเด็ก LD โดยเฉพาะ เช่น การปรับรูปแบบการสอนให้เห็นเป็นรูปธรรม การใช้สื่อมัลติมีเดีย และการให้เวลาทำข้อสอบเพิ่มขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาจิตใจ คุณพ่อคุณแม่และครูต้องปรับความเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นความบกพร่องของการทำงานของสมอง การให้กำลังใจ ชมเชยในจุดเด่นด้านอื่น เช่น กีฬา ศิลปะ หรือดนตรี จะช่วยกู้คืนความภาคภูมิใจในตัวเองของเด็กกลับมาได้
การประเมินภาวะโรคร่วมอย่างละเอียดและทันท่วงที ไม่ใช่การแปะป้ายว่าเด็กเป็นโรค แต่เป็นการหากุญแจที่ถูกต้อง เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของเด็ก ให้เขาสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขตามวัยของตัวเอง