เชื่อว่าหลายคนเคยเจอปัญหาเดียวกันนี้ ตื่นนอนมาพร้อมกับอาการเสียวแปลบที่โคนนิ้วโป้ง หรือเวลาที่พยายามจะยกแก้วน้ำ บิดลูกบิดประตู หรือแม้กระทั่งเอื้อมมือไปหยิบของ แล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดตรงข้อมือจนแทบไม่มีแรง หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่ความเมื่อยล้าธรรมดาจากการทำงาน แต่แท้จริงแล้ว อาการเจ็บปวดเหล่านั้นเป็นผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันแบบไม่ถูกวิธี ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในยุคปัจจุบัน
ทำไมแค่ไถหน้าจอมือถือบ่อยๆ ถึงทำให้เส้นเอ็นข้อมืออักเสบได้?
ลองสังเกตท่าทางของตัวเองเวลาใช้งานสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่เรามักจะใช้มือเพียงข้างเดียวถือเครื่องไว้ แล้วใช้หัวแม่มือหรือนิ้วโป้งคอยปัดหน้าจอขึ้นลง หรือพิมพ์ข้อความโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ท่าทางเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้งต้องทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ในทางสรีรวิทยา บริเวณโคนนิ้วโป้งจะมีเส้นเอ็นสองเส้นที่ทำหน้าที่ควบคุมการเหยียดและการกางนิ้วโป้ง เส้นเอ็นเหล่านี้จะวิ่งผ่านช่องเล็กๆ บริเวณข้อมือ โดยมีปลอกหุ้มเส้นเอ็นคอยหล่อลื่นและปกป้องไว้ เมื่อเราขยับนิ้วโป้งซ้ำๆ ในท่าเดิม หรือเกร็งข้อมือเพื่อพยุงโทรศัพท์มือถือที่มีน้ำหนักมาก ปลอกหุ้มเส้นเอ็นจะเกิดแรงเสียดสีจนเกิดอาการบวมและอักเสบในที่สุด ส่งผลให้เส้นเอ็นภายในไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น และเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับนิ้วโป้งหรือบิดข้อมือ
รู้จักโรค "เดอกาแวง" โรคฮิตของคนติดจอที่ปวดโคนนิ้วโป้งไม่ยอมหาย
อาการเอ็นอักเสบที่เกิดจากการใช้งานสมาร์ทโฟนนี้ ในทางการแพทย์มีชื่อเรียกว่า โรคปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อข้อมืออักเสบ (De Quervain's Tenosynovitis) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า โรคเดอกาแวง ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นโรคยอดฮิตของคนทำงานออฟฟิศและผู้ที่ติดโซเชียลมีเดียไปเสียแล้ว
เมื่อก่อนเราอาจจะพบโรคนี้ได้บ่อยในกลุ่มคุณแม่หลังคลอดที่ต้องอุ้มลูกเป็นเวลานาน หรือกลุ่มคนที่ทำงานบ้านที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำๆ แต่ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสรีระการจับและการพิมพ์บนหน้าจอสัมผัสที่ไม่ได้สัดส่วนนั่นเอง
เช็กอาการด่วน: สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเอ็นข้อมือกำลังย่ำแย่
หากไม่แน่ใจว่าอาการปวดที่เป็นอยู่คืออะไร ลองสังเกตและประเมินตัวเองจากสัญญาณเตือนเหล่านี้:
- มีอาการเจ็บปวดหรือเสียวแปลบตรงโคนนิ้วโป้ง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องกางนิ้วโป้งออก หรือเวลาบิดข้อมือ
- มีอาการบวมแดงหรือรู้สึกร้อนบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง
- รู้สึกเหมือนเส้นเอ็นสะดุดหรือติดขัดเวลาขยับนิ้วโป้ง
- เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการปวดอาจร้าวขึ้นไปตามลำแขน หรือทำให้มือไม่มีแรงจับสิ่งของจนของหลุดมือได้ง่าย
วิธีเช็กด้วยตัวเองง่ายๆ ด้วยท่าฟิงเกลสไตน์ (Finkelstein's Test)
เราสามารถทดสอบเบื้องต้นได้โดยการพับนิ้วโป้งเข้ามาในฝ่ามือ จากนั้นกำนิ้วอีกสี่นิ้วทับนิ้วโป้งไว้ให้แน่น แล้วค่อยๆ หักข้อมือลงไปทางด้านนิ้วก้อย หากรู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงบริเวณโคนนิ้วโป้งหรือข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง นั่นเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าปลอกหุ้มเส้นเอ็นข้อมืออาจเริ่มมีการอักเสบแล้ว
วิธีดูแลและฟื้นฟูเอ็นข้อมืออักเสบเบื้องต้นด้วยตัวเอง
หากเริ่มมีอาการปวด สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การฝืนใช้งานต่อ แต่ควรเริ่มต้นดูแลตัวเองตามขั้นตอนดังนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามเรื้อรัง:
- พักการใช้งาน (Rest): พยายามลดการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์แท็บเล็ตลงอย่างจริงจัง หลีกเลี่ยงการพิมพ์ข้อความยาวๆ ด้วยนิ้วโป้ง และเปลี่ยนไปใช้ระบบพิมพ์ด้วยเสียงแทนชั่วคราว
- ประคบเย็นลดอักเสบ (Cold Compress): ในระยะแรกที่มีอาการปวดเฉียบพลัน บวม หรือแดง ให้ใช้เจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูประคบบริเวณที่ปวดครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยลดการอักเสบและอาการบวม
- ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ (Splinting): การสวมใส่เฝือกอ่อนพยุงข้อมือและนิ้วโป้งชนิดพิเศษจะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ช่วยลดการเสียดสีของเส้นเอ็น ทำให้เนื้อเยื่อที่อักเสบมีโอกาสได้ฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น
- ยืดเหยียดเส้นเอ็นอย่างอ่อนโยน: เมื่ออาการปวดเริ่มทุเลาลง ให้เริ่มบริหารยืดเหยียดเบาๆ โดยการเหยียดแขนตรงไปข้างหน้า คว่ำมือลง แล้วใช้อีกมือดึงนิ้วโป้งลงมาทางด้านล่างค้างไว้ 10-15 วินาที เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเส้นเอ็น
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร ให้ไกลห่างจากอาการปวดข้อมือเรื้อรัง
การรักษาอาการอักเสบอาจช่วยให้หายปวดได้ชั่วคราว แต่ตราบใดที่ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ อาการปวดก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้เสมอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด:
- เปลี่ยนท่าจับสมาร์ทโฟน: หลีกเลี่ยงการถือโทรศัพท์มือถือด้วยมือเดียวแล้วพิมพ์ด้วยนิ้วโป้งข้างนั้น ควรใช้สองมือประคองเครื่อง และใช้เนื้อนิ้วชี้ของอีกข้างในการสัมผัสหน้าจอแทน
- พักสายตา พักมือ ทุกๆ 30 นาที: ตั้งกฎกับตัวเองว่าจะต้องวางมือถือลงทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อทำกายบริหารข้อมือ หมุนข้อมือเบาๆ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขน
- ใช้อุปกรณ์เสริมช่วยทุ่นแรง: การใช้เคสโทรศัพท์ที่มีสายคล้องหรือมีปุ่มจับด้านหลังจะช่วยลดการเกร็งข้อมือและนิ้วก้อยที่ต้องคอยรองรับน้ำหนักเครื่องได้ดีขึ้น
- ใส่ใจตำแหน่งการวางข้อมือขณะทำงาน: สำหรับผู้ที่ต้องใช้แท็บเล็ตหรือคีย์บอร์ดร่วมด้วย ควรปรับระดับโต๊ะและเก้าอี้ให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ไม่หักงอขึ้นหรือลงมากเกินไปขณะพิมพ์งาน
สุดท้ายนี้ หากได้ลองปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว แต่อาการปวดข้อมือยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือกลับมีอาการรุนแรงขึ้นจนรบกวนการนอนหลับและการดำเนินชีวิตประจำวัน แนะนำให้เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง การรับประทานยาต้านการอักเสบ หรือการฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด เพื่อช่วยให้เส้นเอ็นกลับมาฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้น