ช่วงนี้เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาหาที่คลินิกด้วยเรื่องไข้หวัดหรือเสียงเสมหะครอดแครด หนึ่งในความกังวลใจสูงสุดที่มักได้ยินเสมอคือ ลูกนอนแล้วเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ยิ่งช่วงนี้เชื้อไวรัสอาร์เอสวีระบาดหนักในบ้านเรา อาการนี้ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างมาก
ในฐานะหมอเด็กที่ต้องดูแลทารกตัวเล็กๆ กลุ่มนี้บ่อยๆ วันนี้อยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายว่า ทำไมเจ้าเชื้อตัวนี้ถึงทำให้เด็กเล็กมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ และเราในฐานะคนใกล้ชิดที่สุดจะสังเกตความผิดปกติและรับมืออย่างไรดี
ลูกเป็นหวัดจาก RSV ทำไมถึงเสี่ยงเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ?
เชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือที่เรียกสั้นๆ ว่าอาร์เอสวี ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดาสำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะน้องๆ ที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนด หลอดลมและทางเดินหายใจของเขายังเล็กแคบมากๆ
เวลาที่ติดเชื้ออาร์เอสวี เยื่อบุทางเดินหายใจจะบวมอักเสบอย่างรวดเร็ว และมีเสมหะปริมาณมากมาอุดกั้น เมื่อลูกเคลิ้มหลับ กล้ามเนื้อคอและทางเดินหายใจจะหย่อนตัวลงตามธรรมชาติ ประกอบกับทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วจากอาการอักเสบ จึงทำให้ลมหายใจผ่านไม่ได้ชั่วขณะ เกิดเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับในทารกที่ติดเชื้ออาร์เอสวี ซึ่งมักจะกินเวลาหลายวินาทีจนถึงสิบวินาที และทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังหยุดหายใจตอนนอน?
คุณพ่อคุณแม่มักจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ขณะนอนเฝ้าลูกตอนดึก อาการที่ต้องระวังและสังเกตให้ดีมีดังนี้
- จังหวะการหายใจสะดุด: ลูกนอนหลับไปปกติแล้วจู่ๆ ก็เงียบหายไป ไม่หายใจอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยสะดุ้งหรือหายใจเฮือกแรงๆ เหมือนสำลัก
- ริมฝีปากและปลายนิ้วเริ่มเขียว: นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าร่างกายเริ่มขาดออกซิเจน
- ซี่โครงบุ๋มหรือท้องกระเพื่อมแรง: เวลาที่พยายามหายใจเข้า ลูกต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าอกและท้องช่วยอย่างหนักหน่วง
- กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ: ตื่นบ่อย ร้องกวนตลอดคืนเพราะหายใจไม่อิ่ม
ช่วงสองสามวันแรกของการป่วย คือช่วงเวลาที่ต้องระวังที่สุด
จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ อาการทางระบบทางเดินหายใจจากอาร์เอสวีมักจะพีคสุดในช่วงวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 ของการป่วย ช่วงนี้ต่อให้ลูกกินได้เล่นได้ตอนกลางวัน แต่พอกลางคืนนอนหลับ อาการบวมในหลอดลมจะทำงานเต็มที่
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับอาการหายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือดูเพลียมากกว่าปกติ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้นอนดูอาการเองที่บ้านได้อีกต่อไปแล้ว
อาการแบบไหนที่ต้องรีบทารกส่งโรงพยาบาลทันที?
ถ้าพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ต้องรอให้ถึงเช้า
- หายใจลำบากมากจนซี่โครงยุบลงไปชัดเจนทุกครั้งที่หายใจเข้า
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
- ลูกซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดูดนมเลยติดต่อกันหลายมื้อ
- มีอาการหยุดหายใจนานเกินสิบวินาทีต่อครั้ง และเกิดขึ้นซ้ำๆ
วิธีดูแลรักษาจากคุณหมอเมื่อลูกต้องนอนโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงมือแพทย์แล้ว ทีมแพทย์จะประเมินความรุนแรง หากพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือออกซิเจนต่ำ น้องจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริม หรือพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อลดอาการบวม
สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูดเสมหะออกอย่างสม่ำเสมอ เพราะเสมหะที่เหนียวข้นคือตัวการสำคัญที่บล็อกทางเดินหายใจของเด็กๆ ในกรณีที่อาการหนัก แพทย์อาจต้องพิจารณาให้อาหารทางสายยางหรือใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจในระยะสั้น จนกว่าการอักเสบของโรคจะดีขึ้น ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
วิธีป้องกันไม่ให้ลูกติดเชื้อซ้ำและการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน
เนื่องจากโรคนี้ไม่มียาวิเศษรักษาตัวไวรัสโดยตรง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการป้องกัน
ล้างมือให้สะอาดก่อนอุ้มลูก หลีกเลี่ยงการพาไปในที่แออัดช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ และหากคนในบ้านเริ่มมีอาการไอ จาม ควรสวมหน้ากากอนามัยและแยกของใช้ทันที เพื่อไม่ให้เชื้อโรคตกลงสู่ลูกน้อยที่มีภูมิต้านทานยังน้อยนิด