หลังจากพาลูกน้อยไปรับวัคซีน หรือแม้แต่ตัวเราเองที่เพิ่งไปฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาหมาดๆ หลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์เดียวกัน นั่นคือ อาการปวดแขนจนยกแทบไม่ขึ้น บริเวณที่ฉีดมีรอยแดง บวมเป่ง หรือคลำแล้วเจอเนื้อแข็งๆ เป็นก้อนไตใต้ผิวหนัง อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจไม่น้อยว่าเกิดความผิดปกติขึ้นหรือไม่ หรือแผลที่ฉีดวัคซีนเกิดการติดเชื้อไปแล้ว
ทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาเฉพาะที่หลังการฉีดวัคซีนบาดทะยัก คืออะไร?
อาการปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณต้นแขนที่ฉีดวัคซีนนั้น ในทางการแพทย์จัดเป็น ปฏิกิริยาเฉพาะที่หลังการฉีดวัคซีน (Local Reaction) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดของวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนรวมบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน หรือวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบก็ตาม
สาเหตุหลักเกิดจากการที่ร่างกายกำลังตอบสนองต่อตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากวัคซีนบาดทะยักมีส่วนผสมของสารกระตุ้นภูมิ (Adjuvant) เช่น เกลืออะลูมิเนียม เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีและอยู่ได้ยาวนาน สารนี้เองที่ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ บริเวณที่ฉีดเกิดการอักเสบชั่วคราว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคลำพบก้อนไตแข็งๆ หรือรู้สึกปวดระบมหลังจากฉีดไปแล้ว 1-2 วัน
ปฏิกิริยาแบบไหนที่เรียกว่า ปกติ?
สำหรับปฏิกิริยาเฉพาะที่แบบทั่วไปที่สามารถพบได้และไม่เป็นอันตราย มีลักษณะดังต่อไปนี้:
- มีอาการปวดตื้อๆ บริเวณต้นแขนข้างที่ฉีด โดยมักเริ่มมีอาการหลังฉีดไปแล้ว 2-12 ชั่วโมง
- พบรอยแดง บวม หรือคลำพบก้อนแข็งขนาดเล็กใต้ผิวหนัง
- รู้สึกอุ่นๆ เมื่อสัมผัสบริเวณรอบแผลที่ฉีด
- อาการปวดและบวมมักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 2-3 วัน ส่วนก้อนแข็งใต้ผิวหนังอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงจะยุบตัวลงจนหมด
ปฏิกิริยาอาร์ธัส (Arthus Reaction): เมื่อร่างกายตอบสนองรุนแรงกว่าปกติ
ในบางรายอาจพบปฏิกิริยาเฉพาะที่ที่รุนแรงกว่าปกติ เรียกว่า ปฏิกิริยาอาร์ธัส (Arthus-type Reaction) ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันต่อบาดทะยักสูงมากอยู่ก่อนแล้ว เช่น เพิ่งได้รับวัคซีนกระตุ้นมาไม่นาน เมื่อได้รับวัคซีนเข้าไปซ้ำ ร่างกายจึงเกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเฉพาะที่อย่างรุนแรงทันที
ผู้ที่มีปฏิกิริยานี้จะมีอาการปวดอย่างรุนแรง แขนบวมแดงเป็นวงกว้างตั้งแต่ข้อศอกไปจนถึงหัวไหล่ โดยอาการมักเริ่มปรากฏเด่นชัดภายใน 4-12 ชั่วโมงหลังการฉีด แม้จะดูน่ากังวล แต่อาการนี้มักค่อยๆ ดีขึ้นเองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์
แม้ว่าปฏิกิริยาเฉพาะที่ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีบางสถานการณ์ที่อาจบ่งชี้ถึงการอักเสบติดเชื้อหรืออาการแพ้รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน:
- รอยแดงบวมขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง
- มีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดศีรษะรุนแรงร่วมด้วย
- มีหนอง หรือน้ำเหลืองไหลซึมออกมาจากบริเวณที่เข็มเจาะ
- อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถขยับแขนหรือทำกิจวัตรประจำวันได้
- มีอาการแพ้รุนแรง เช่น ผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัว หายใจติดขัด เสียงแหบ หรือปากบวมตาบวม
วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการด้วยตนเองที่บ้าน
เมื่อพบว่าตนเองหรือลูกน้อยมีอาการปวดบวมหลังฉีดวัคซีนบาดทะยัก สามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้:
1. การประคบเย็นและประคบอุ่น
ใน 24 ชั่วโมงแรก ให้ใช้เจลประคบเย็นหรือผ้าห่อก้อนน้ำแข็งประคบบริเวณที่ฉีดเบื้องต้น เพื่อช่วยลดความร้อนและบรรเทาอาการบวมแดง หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้ว หากยังมีอาการปวดหรือคลำพบก้อนไตแข็งๆ สามารถเปลี่ยนมาใช้วิธีประคบอุ่นเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้ก้อนไตยุบตัวได้เร็วขึ้น
2. หลีกเลี่ยงการนวดหรือคลึง
ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามบีบ นวด คลึง หรือเจาะบริเวณที่เป็นก้อนแข็งโดยเด็ดขาด เพราะการนวดจะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบช้ำมากขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนกลายเป็นฝีหนองได้
3. การใช้ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด
หากมีอาการปวดระบมจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถรับประทานยาลดไข้แก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) ได้ตามขนาดยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว และควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) มาใช้เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
การเกิดปฏิกิริยาเฉพาะที่หลังฉีดวัคซีนบาดทะยักเป็นเครื่องยืนยันว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังทำงานเพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคอย่างแข็งขัน เพียงแค่เข้าใจธรรมชาติของอาการ เฝ้าระวังอย่างถูกวิธี และดูแลรักษาตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดและลดความกังวลใจไปได้มาก