เคยไหมที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็เริ่มรู้สึกตาแห้งผาก พร่ามัว หรือบางครั้งก็ปวดกระบอกตาจนลามไปถึงขมับและท้ายทอย หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติของคนทำงานออฟฟิศและเลือกที่จะฝืนทำต่อ แต่ในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าดวงตากำลังเผชิญกับ กลุ่มอาการเพ่งสายตาจากจอดิจิทัล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Computer Vision Syndrome ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานวันเข้า อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อย่างคาดไม่ถึง
ทำไมแค่จ้องหน้าจอก็ทำให้ปวดตาได้ขนาดนี้?
เมื่อเรามองสิ่งของในชีวิตประจำวันทั่วไป ดวงตาจะมีการขยับและกะพริบตาเป็นระยะตามธรรมชาติ แต่เมื่อสายตาเปลี่ยนไปจับจ้องที่หน้าจอดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ กลไกการทำงานของดวงตาจะเปลี่ยนไปทันทีด้วยสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน
การกะพริบตาที่ลดลงโดยที่เราไม่รู้ตัว
ปกติคนเราจะกะพริบตาประมาณ 15-20 ครั้งต่อนาที เพื่อให้น้ำตาเคลือบผิวตาและรักษาความชุ่มชื้น แต่ผลการวิจัยพบว่าเมื่อเราจ้องหน้าจอดิจิทัล อัตราการกะพริบตาจะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น ผิวตาแห้ง และเกิดการระคายเคืองอย่างรวดเร็ว
การปรับโฟกัสของกล้ามเนื้อตาที่ทำงานหนักเกินไป
ตัวอักษรและภาพบนหน้าจอดิจิทัลไม่ได้มีความคมชัดและตัดกันอย่างชัดเจนเหมือนตัวอักษรบนหน้ากระดาษพิมพ์ ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักขึ้นตลอดเวลาเพื่อรักษาระดับการโฟกัสให้คงที่ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อตาต่อเนื่องหลายชั่วโมงจึงนำมาซึ่งอาการล้าและปวดกระบอกตา
แสงสะท้อนและระยะห่างที่ไม่เหมาะสม
แสงจ้าจากหน้าจอ แสงสะท้อนจากหลอดไฟในห้องทำงาน รวมถึงการวางหน้าจอในระดับสายตาที่สูงเกินไป ทำให้เราต้องเปิดเปลือกตากว้างขึ้น ยิ่งส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้นและกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ต้องเกร็งตัวตามไปด้วย
เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่กำลังบอกว่าตาของคุณกำลังแย่
กลุ่มอาการเพ่งสายตาจากจอดิจิทัล ไม่ได้แสดงออกแค่เรื่องของสายตาเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยอาการเด่นที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- อาการทางสายตา: ตาพร่ามัวชั่วคราว เห็นภาพซ้อน โฟกัสภาพช้าลงเมื่อละสายตาจากหน้าจอไปมองที่ไกล
- อาการระคายเคืองผิวตา: ตาแห้ง แสบตา รู้สึกเหมือนมีผงทรายอยู่ในตา ตาแดง และน้ำตาไหลง่ายเมื่อเจอแสงแดดหรือลม
- อาการทางร่างกาย: ปวดหัว ปวดขมับ ปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ บ่า และไหล่ จากการเกร็งตัวเพื่อจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน
วิธีปรับพฤติกรรมง่ายๆ ช่วยเซฟดวงตาจากหน้าจอ
ในฐานะหมอ หมออยากแนะนำว่าเราไม่จำเป็นต้องเลิกใช้หน้าจออย่างเด็ดขาด เพราะในชีวิตจริงอาจทำได้ยาก แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดภาระของดวงตาได้อย่างเห็นผลด้วยวิธีที่ทำตามได้ง่าย
กฎ 20-20-20 สูตรเด็ดพักสายตาที่ทำได้จริง
วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการพักสายตาทุก 20 นาที โดยให้ละสายตาจากหน้าจอไปมองวัตถุที่อยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที การทำแบบนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่กำลังเพ่งเกร็งได้คลายตัวและกลับมายืดหยุ่นอีกครั้ง
ปรับระยะห่างและมุมมองหน้าจอให้ถูกต้อง
ควรจัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว (หรือประมาณหนึ่งช่วงแขน) และปรับให้กึ่งกลางหน้าจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา วิธีนี้จะช่วยลดขนาดของช่องเปิดตา ทำให้น้ำตาระเหยช้าลง และช่วยลดอาการปวดเมื่อยคอบ่าไหล่ได้ด้วย
ควบคุมแสงสว่างและการใช้น้ำตาเทียม
ปรับความสว่างของหน้าจอไม่ให้จ้าจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอในห้องที่มืดสนิท หากมีอาการตาแห้งระหว่างวัน การหยอดน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มีสารกันเสียเป็นประจำจะช่วยเคลือบผิวตาและบรรเทาความระคายเคืองได้อย่างดี
อาการแบบไหนที่ห้ามละเลย และต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่ากลุ่มอาการเพ่งสายตาจากจอดิจิทัลส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้เมื่อพักสายตาและปรับพฤติกรรม แต่หากลองทำตามวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณเตือนที่รุนแรง เช่น ตาพร่ามัวตลอดเวลาแม้จะหยุดใช้หน้าจอแล้ว มีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เห็นภาพซ้อนถาวร หรือเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบและมีจุดดำลอยไปมา อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคตาอื่นๆ ที่อันตรายกว่า จึงควรรีบเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างละเอียดทันที