ตื่นเช้ามาพร้อมกับอาการปวดตึงข้อมือ พิมพ์งานนิดหน่อยก็เจ็บแป๊บ หรือหยิบจับสิ่งของขวดน้ำก็รู้สึกไม่มีแรง อาการปวดข้อมือเป็นหนึ่งในปัญหายอดฮิตที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาหมอในคลินิกบ่อยที่สุด หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอาการปวดข้อมือทั้งหมดเกิดจากเอ็นอักเสบจากการทำงานหนัก แต่ความจริงแล้ว อาการที่คุณกำลังเผชิญอยู่อาจมาจากกระดูกข้อมือเสื่อมก็ได้ ซึ่งสองโรคนี้มีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทำความรู้จัก "กระดูกข้อมือเสื่อม" เมื่อข้อต่อเริ่มสึกหรอตามกาลเวลา
กระดูกข้อมือเสื่อมเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่บริเวณข้อต่อข้อมือ เมื่อกระดูกอ่อนส่วนนี้บางลงจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน เคยได้รับอุบัติเหตุ หรือจากกระบวนการเสื่อมตามวัย กระดูกชิ้นต่างๆ ในข้อมือจึงเริ่มเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวดและอักเสบเรื้อรัง
อาการเด่นของกระดูกข้อมือเสื่อม มักเริ่มจากอาการปวดตึงลึกๆ บริเวณข้อมือ รู้สึกขัดๆ ในข้อเวลาหมุนข้อมือ บางรายอาจได้ยินเสียงกอบแกรบในข้อข้อมือเวลาขยับ อาการมักจะชัดเจนมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า รู้สึกข้อมือแข็งตึง ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะขยับได้ลื่นไหลขึ้น และถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ข้อข้อมืออาจเริ่มผิดรูป หรือมีกระดูกงอกจนทำให้ขยับข้อมือได้จำกัดลง
เจาะลึก "เอ็นข้อมืออักเสบ" โรคยอดฮิตของคนใช้มือหนักและสายออฟฟิศ
ต่างจากโรคแรก เอ็นข้อมืออักเสบไม่ได้เกิดจากโครงสร้างข้อต่อเสื่อมสภาพ แต่เกิดจากเส้นเอ็นและปลอกคุ้มเอ็นบริเวณข้อมือถูกใช้งานซ้ำๆ จนเกิดการระคายเคืองและอักเสบขึ้น พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ต้องพิมพ์งานคอมพิวเตอร์ เล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน แม่ลูกอ่อนที่ต้องอุ้มบุตร หรือคนที่เล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือมากๆ เช่น เทนนิส หรือแบดมินตัน
คนที่เป็นเอ็นข้อมืออักเสบ มักจะมีอาการเจ็บจี๊ดหรือปวดแหลมๆ ขึ้นมาทันทีเมื่อขยับข้อมือในท่าเฉพาะ เช่น ท่าบิดข้อมือ ท่าอุ้มของ หรือท่างอนิ้วหัวแม่มือ จุดที่ปวดมักจะระบุได้ชัดเจน เช่น ปวดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือด้านข้างข้อมือ (โรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ หรือ De Quervain's Tenosynovitis) และหากลองใช้มือกดลงไปตรงๆ ตามแนวเส้นเอ็น จะรู้สึกเจ็บสะดุ้งทันที
จุดสังเกตสำคัญ ความแตกต่างระหว่างกระดูกข้อมือเสื่อมกับเอ็นข้อมืออักเสบ
เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น หมอได้สรุปความแตกต่างระหว่างกระดูกข้อมือเสื่อมกับเอ็นข้อมืออักเสบไว้ในหัวข้อสำคัญดังนี้
- ลักษณะของอาการปวด: กระดูกข้อมือเสื่อมจะปวดหน่วงๆ ตื้อๆ ลึกในข้อต่อ ส่วนเอ็นข้อมืออักเสบจะปวดแหลม เจ็บจี๊ดตามแนวเส้นเอ็นเวลามีการขยับ
- ตำแหน่งที่ปวด: กระดูกเสื่อมจะปวดกระจายทั่วข้อมือหรือกลางข้อข้อมือ ขณะที่เอ็นอักเสบมักปวดเฉพาะจุดที่เส้นเอ็นเกาะ เช่น ฝั่งนิ้วหัวแม่มือหรือฝั่งนิ้วก้อย
- อาการตอนตื่นนอน: กระดูกเสื่อมมักมีอาการข้อติดตึงในตอนเช้าเป็นสิบถึงสามสิบนาที ส่วนเอ็นอักเสบอาจรู้สึกตึงบ้าง แต่จะปวดชัดเจนขึ้นเมื่อเริ่มขยับมือทำงานหนัก
- สิ่งกระตุ้นอาการ: กระดูกเสื่อมจะปวดเมื่อข้อมือต้องรับน้ำหนัก หรือมีการใช้งานข้อต่อเนื่องทั้งวัน ส่วนเอ็นอักเสบจะปวดเมื่อทำท่าทางที่เกร็งเส้นเอ็นมัดนั้นๆ
วิธีดูแลและบรรเทาอาการปวดข้อมือเบื้องต้นด้วยตัวเอง
หากเริ่มมีอาการปวดข้อมือ สิ่งแรกที่ควรกระทำคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อเปิดโอกาสให้โครงสร้างภายในข้อมือได้ฟื้นฟูตัวเอง
- พักการใช้งานข้อมือ: หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมือเกร็งนานๆ หากจำเป็นต้องทำงานคอมพิวเตอร์ ควรใช้แผ่นรองข้อมือเพื่อลดมุมการกระดกข้อมือ
- การประคบ: หากปวดแหลมๆ มีอาการบวมแดงร้อนซึ่งเป็นสัญญาณอักเสบเฉียบพลันของเส้นเอ็น ให้ประคบเย็นครั้งละ 15-20 นาที แต่หากเป็นอาการปวดตึงเรื้อรัง ขัดในข้อจากกระดูกเสื่อม การประคบอุ่นจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้ดีกว่า
- ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ: การใส่เฝือกอ่อนหรือผ้ายืดพยุงข้อมือในช่วงที่มีอาการ จะช่วยลดการเคลื่อนไหวที่เกินจำเป็น ทำให้เส้นเอ็นและข้อต่อได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
- บริหารยืดเหยียดเบื้องต้น: เหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ใช้มืออีกข้างค่อยๆ ดันฝ่ามือเข้าหาตัวเพื่อยืดเส้นเอ็น ทำค้างไว้ 10-15 วินาที โดยทำเฉพาะในระดับที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด
อาการปวดข้อมือแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้อาการปวดข้อมือส่วนใหญ่จะบรรเทาได้ด้วยการพัก แต่ก็มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่บอกว่าคุณไม่ควรปล่อยไว้ และควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับ
- มีอาการชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มแทงลามไปที่นิ้วมือ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ
- ข้อมือมีอาการบวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน หรือมีไข้ร่วมด้วย
- ข้อข้อมือเริ่มผิดรูป หยิบจับสิ่งของเบาๆ ไม่ได้เลย หรือมืออ่อนแรงจนข้าวของหลุดมือ
การแยกความแตกต่างระหว่างกระดูกข้อมือเสื่อมกับเอ็นข้อมืออักเสบอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เลือกใช้วิธีการดูแลและรักษาได้อย่างตรงจุด หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่เกิดจากอะไร การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายหรือส่งเอกซเรย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด