เวลาหายใจแล้วมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ จนรู้สึกเหมือนลมหายใจไม่พอ เป็นความรู้สึกที่ทรมานและน่ากลัวไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ
หลายคนที่กำลังเผชิญกับโรคหอบหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มักจะคุ้นเคยกับการพ่นยาอยู่แล้ว แต่หมอพบว่าบ่อยครั้งที่เราพ่นยากันไปตามความเคยชิน โดยอาจจะยังทำไม่ถูกวิธี หรือละเลยขั้นตอนสำคัญบางอย่างไป ทำให้ยาเข้าไปทำงานในหลอดลมได้ไม่เต็มที่ อาการเหนื่อยจึงไม่ยอมหายสนิทเสียที
ในบทความนี้ หมอตั้งใจรวบรวม แนวทางการพ่นยาขยายหลอดลมและการ ทำกายภาพบำบัดทรวงอกควบคู่กันไป มาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองหรือคนในครอบครัวที่บ้านได้อย่างมั่นใจครับ
ทำไมการพ่นยาและเคาะปอดถึงต้องทำคู่กัน?
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกลไกในปอดกันก่อนครับ เวลาที่หลอดลมตีบเกร็งจากโรคประจำตัว ผนังหลอดลมจะบวมและมีเสมหะเหนียวข้นคั่งค้างอยู่ข้างใน
การพ่นยาจะทำหน้าที่เหมือนกุญแจที่ไปไขกล้ามเนื้อรอบหลอดลมให้คลายตัวออก หลอดลมจะกว้างขึ้น ลมหายใจเข้าออกได้สะดวกขึ้นทันที แต่ในขณะเดียวกัน เสมหะที่เคยติดอยู่ตามผนังหลอดลมด้านในยังคงอยู่ ตรงนี้เองคือหน้าที่ของ แนวทางการพ่นยาขยายหลอดลมและการ ทำกายภาพบำบัดทรวงอก ที่ต้องเข้ามาทำงานประสานกัน เพราะเมื่อหลอดลมขยายตัวกว้างขึ้นแล้ว การทำกายภาพบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดท่า การเคาะปอด หรือการฝึกไอขับเสมหะ จะช่วยกวาดเอาเสมหะที่ตกค้างอยู่นั้นให้ออกมาได้ง่ายและหมดจดมากกว่าเดิม ปอดจึงกลับมาโล่งสะอาดได้อย่างแท้จริง
ขั้นตอนการพ่นยาขยายหลอดลมที่ถูกต้อง เพื่อให้ยาเข้าปอดลึกที่สุด
การพ่นยาให้ได้ผลดี ไม่ได้อยู่ที่การสูดแรงๆ เสมอไปครับ แต่Yอยู่ที่จังหวะและความสัมพันธ์ของการหายใจ มาดูสเต็ปที่ถูกต้องกัน:
- เตรียมกระบอกพ่นยา: ตรวจสอบความสะอาดและเขย่าขวดพ่นยาทุกครั้งก่อนใช้งาน หากใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาชนิดมีห้องกั้น หรือ Spacer ให้ประกอบเข้ากันให้สนิท
- หายใจออกให้สุด: ก่อนนำปากกระบอกยาอมไว้ ให้ผ่อนลมหายใจออกทางปากให้หมดปอด เพื่อเตรียมพื้นที่รับยาใหม่
- อมและกดพร้อมสูดลมหายใจ: ใช้ริมฝีปากอมปากกระบอกยาให้สนิท ไม่ให้มีลมรั่วออกทางมุมปาก จากนั้นกดกระบอกยาหนึ่งครั้งพร้อมกับสูดหายใจเข้าทางปากช้าๆ และลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เปรียบเสมือนการสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ลึกๆ
- กลั้นหายใจนับในใจ: เมื่อสูดจนเต็มปอดแล้ว ให้กลั้นหายใจไว้ประมาณ 5 ถึง 10 วินาที เพื่อให้ละอองยาตกลงสู่เยื่อบุหลอดลมส่วนลึกได้เต็มที่
- หายใจออกยาวๆ: ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ และควรบ้วนปากหรือดื่มน้ำตามทันทีทุกครั้งหลังพ่นยาเสร็จ เพื่อป้องกันเชื้อราในช่องปากและอาการคอแห้ง
เทคนิคกายภาพบำบัดทรวงอกและเคล็ดลับขับเสมหะออกให้หมด
หลังจากพ่นยาผ่านไปสัก 10 ถึง 15 นาที เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ขยายหลอดลมแล้ว เป็นจังหวะเวลาทองในการทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อเคลียร์เสมหะครับ
การจัดท่าระบายเสมหะตามตำแหน่งของปอด
ปอดของเราแบ่งออกเป็นกลีบต่างๆ การจัดท่าให้ส่วนที่มีเสมหะอยู่ด้านบน และให้หลอดลมส่วนนั้นตั้งฉากกับพื้น จะอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกช่วยไหลเลื่อนเสมหะให้ออกมาสู่หลอดลมใหญ่ได้ง่ายขึ้น เช่น หากมีเสมหะที่ปอดส่วนล่าง อาจต้องนอนคว่ำแล้วหนุนสะโพกให้สูงขึ้นเล็กน้อยตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
การเคาะปอดอย่างถูกวิธีเพื่อคลายเสมหะ
ใช้ฝ่ามือทำเป็นรูปอุ้งมือคล้ายถ้วย (Cupped Hand) แล้วเคาะลงบนผนังทรวงอกเบาๆ ให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ บริเวณเหนือตำแหน่งปอดที่มีเสมหะคั่งค้าง การทำเช่นนี้จะเกิดคลื่นแรงสั่นสะเทือนผ่านผิวหนังเข้าไปช่วยทำให้เสมหะที่เหนียวข้นเกาะติดแน่นหลุดล่อนออกมา ข้อควรระวังคือ ห้ามเคาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกไหปลาร้า หรือซี่โครงส่วนล่างโดยตรงเด็ดขาด
การฝึกไออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเสมหะ
หลังจากเคาะปอดเสร็จ ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักครู่ แล้วใช้วิธีไอแรงๆ ออกมาจากลำคอส่วนลึก (Huff Coughing) เพื่อดันเสมหะที่ถูกเคาะหลุดออกมาให้พ้นทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการไอแห้งๆ แบบเกร็งคอ เพราะจะทำให้เหนื่อยและเจ็บหน้าอกเปล่าๆ
อาการแบบไหนหลังพ่นยาหรือทำกายภาพ ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าการปฏิบัติตาม แนวทางการพ่นยาขยายหลอดลมและการ ทำกายภาพบำบัดทรวงอกจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ที่บ้าน แต่หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้น แปลว่าภาวะหลอดลมตีบอาจรุนแรงเกินกว่าจะดูแลเองได้:
- พ่นยาแล้วอาการเหนื่อยหอบไม่ดีขึ้นภายใน 15 ถึง 20 นาที หรือต้องใช้ยาพ่นถี่บ่อยผิดปกติ
- มีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีดมาก ปีกจมูกบาน หรือใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือเล็บเริ่มมีสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน
- มีไข้สูงร่วมกับเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม สีเขียว หรือมีเลือดปน
- รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกมาก พูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ไหว
การดูแลโรคทางเดินหายใจต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความเข้าใจที่ถูกต้อง หมอหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนดูแลสุขภาพปอดของตัวเองและคนใกล้ตัวได้ดียิ่งขึ้น ลมหายใจที่โล่งสบายคือพื้นฐานของความสุขในทุกๆ วันครับ