ลูกไม่ได้ขี้เกียจ แต่ทำไมถึงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้สักที?
เวลาที่เราเห็นลูกหลานหรือเด็กๆ นั่งหน้าเครียดกับการบ้าน อ่านหนังสือคำเดิมซ้ำๆ หลายรอบก็ยังสะกดไม่ได้ หรือเขียนพยัญชนะสลับกันไปสลับมา ผู้ใหญ่มักเผลอดุว่าเด็กไม่ตั้งใจ หรือขี้เกียจเรียนหนังสือ แต่ในฐานะหมอที่ตรวจพัฒนาการเด็กมานาน อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มามองมุมใหม่ เพราะเบื้องหลังปัญหาเหล่านี้ บ่อยครั้งไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน แต่อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือที่หลายคนคุ้นหูกับคำว่า แอลดี (LD - Learning Disorders)
โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ คืออะไรกันแน่?
โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ไม่ใช่โรคทางจิตเวช และไม่ได้แปลว่าเด็กมีระดับสติปัญญาหรือไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ เด็กกลุ่มนี้มีความฉลาดและไอคิวปกติหรือสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ แต่ความผิดปกตินี้อยู่ที่การทำงานของสมองในส่วนที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูล การรับรู้ และการแปลผล ทำให้อวยยศให้สมองแต่ละด้านสื่อสารกันได้ไม่ราบรื่นเหมือนเด็กทั่วไป ส่งผลโดยตรงต่อทักษะพื้นฐานสามด้านหลัก ได้แก่ การอ่าน การเขียน และการคำนวณ
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าลูกอาจกำลังเผชิญปัญหานี้?
อาการของโรคนี้จะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน โดยคุณครูหรือผู้ปกครองมักสังเกตเห็นความผิดปกติที่แตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างชัดเจน
- ด้านการอ่าน: อ่านหนังสือช้ามาก สะกดคำไม่ได้ ผสมคำไม่ได้ อ่านข้าม อ่านคำพ้องรูปพ้องเสียงผิด หรืออ่านแล้วจับใจความไม่ได้เลย
- ด้านการเขียน: เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น, บ-ป, d-b, 6-9 เขียนตกหล่น ลำดับตัวอักษรผิด หรือจับดินสอแน่นและลายมืออ่านยากสุดๆ
- ด้านการคำนวณ: ไม่เข้าใจเรื่องค่าของตัวเลข จำสูตรคูณไม่ได้ แก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ
แยกแยะให้ออก: ระหว่างเด็กไม่ตั้งใจเรียน กับเด็กที่มีภาวะแอลดี
ความแตกต่างที่สำคัญคือ ความพยายาม ถ้าเด็กขี้เกียจ เขาจะไม่อยากทำและไม่อยากสนใจเลย แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ เขาพยายามตั้งใจ นั่งโต๊ะทำการบ้านด้วยความยากลำบาก ใช้เวลามากกว่าเด็กคนอื่นหลายเท่า แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังไม่ดีขึ้น จนทำให้เด็กเริ่มรู้สึกท้อแท้ สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง และไม่อยากไปโรงเรียนในที่สุด
ถ้าพามาพบหมอ คุณหมอจะมีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไร?
การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตรวจเจอได้จากการเจาะเลือดหรือเอกซเรย์ แต่แพทย์และทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการและนักกิจกรรมบำบัด จะต้องใช้กระบวนการประเมินที่ละเอียดรอบคอบ เริ่มจากการซักประวัติพัฒนาการ ทดสอบระดับสติปัญญา และทำแบบทดสอบเฉพาะด้านการเรียนรู้ เพื่อดูว่าปัญหาความบกพร่องนั้นอยู่ตรงจุดไหน และไม่ใช่เกิดจากปัญหาการมองเห็น การได้ยิน หรือการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม
วิธีช่วยเหลือและดูแลเด็กๆ ให้เติบโตอย่างมีความสุข
ข่าวดีคือ โรคนี้สามารถช่วยเหลือและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กจะตามทันเพื่อนก็ยิ่งมีมากเท่านั้น การดูแลหลักๆ จะประกอบด้วย
- การปรับกระบวนการเรียนรู้: ใช้เทคนิคการสอนที่ตรงกับจุดแข็งของเด็ก เช่น ใช้ภาพ เสียง หรือการลงมือทำแทนการท่องจำ
- การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล: ร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อปรับวิธีการสอบและการประเมินผล เช่น ให้เวลาทำข้อสอบนานขึ้น หรือใช้วิธีสอบปากเปล่า
- การสร้างกำลังใจ: สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจจากคนในครอบครัว ต้องชื่นชมในความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เพื่อดึงความมั่นใจของลูกกลับคืนมา
เมื่อความเข้าใจคือกุญแจสำคัญในการโอบกอดลูก
สุดท้ายนี้ อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ใช่ปมด้อย และไม่ใช่จุดจบของอนาคต เด็กๆ หลายคนที่มีภาวะนี้แต่ได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้อง สามารถเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในแบบของตัวเองได้ ขอเพียงแค่เรามองให้ทะลุความผิดพลาดทางการเรียน แล้วยื่นมือเข้าไปโอบกอดและทำความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเขาให้มากๆ เท่านั้นเอง