เวลาที่ตรวจคนไข้ในห้องตรวจแล้วพบว่ามีความพิการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุ โรคหลอดเลือดสมอง หรือความเสื่อมตามวัย สิ่งที่ผมมักจะกังวลใจไม่แพ้เรื่องการรักษาตัวก็คือ ความกังวลของครอบครัวว่าหลังจากนี้ชีวิตความเป็นอยู่จะเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายในการดูแลจะจัดการทางไหน และลูกหลานจะเข้าถึงความช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
ในฐานะหมอ ผมอยากบอกว่าเรื่องกฎหมายและสิทธิประโยชน์สำหรับคน เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด รัฐมีสวัสดิการและกฎหมายรองรับเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่หลายครั้งคนไข้และญาติมักพลาดโอกาสเหล่านี้ไปเพียงเพราะไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นตรงไหน หรือเอกสารต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาค่อยๆ ทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันแบบง่ายๆ ครับ
เกณฑ์การพิจารณาความพิการตามกฎหมาย: แบบไหนถึงจะเรียกว่ามีสิทธิ์?
หลายคนสงสัยว่าอาการที่เป็นอยู่เข้าข่ายความพิการตามกฎหมายหรือเปล่า ในทางการแพทย์และกฎหมาย เราจะดูจากความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและการมีส่วนร่วมในสังคมเป็นหลัก โดยแบ่งประเภทความพิการออกเป็น 7 ประเภทหลักๆ ดังนี้ครับ
- ความพิการทางการมองเห็น: รวมถึงคนตาบอดสนิทและคนที่มีการมองเห็นเลือนราง
- ความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย: หูหนวก หูตึง หรือมีปัญหาในการพูดคุยสื่อสาร
- ความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย: แขนขาอ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือสูญเสียอวัยวะ
- ความพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม: โรคทางจิตเวชเรื้อรังที่กระทบต่อการใช้ชีวิต
- ความพิการทางสติปัญญา: ภาวะบกพร่องในการเรียนรู้หรือพัฒนาการช้า
- ความพิการทางการเรียนรู้: ปัญหาด้านการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณเฉพาะด้าน
- ความพิการทางออทิสติก: ความผิดปกติทางพัฒนาการที่มีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ขั้นตอนการทำบัตรประจำตัวคนพิการ: เริ่มต้นอย่างไรไม่ให้หลงทาง
เมื่อตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการออกเอกสารรับรองความพิการจากแพทย์โรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อนำไปใช้ยื่นทำบัตรประจำตัวคนพิการ
เอกสารที่ต้องเตรียมมักจะมีบัตรประจำตัวประชาชนของตัวคนไข้ ใบรับรองความพิการจากแพทย์ และสำเนาทะเบียนบ้าน หากผู้ป่วยเดินทางไปเองไม่ได้ ญาติสามารถทำเรื่องแทนได้โดยใช้ใบมอบอำนาจและบัตรประชาชนของญาติเพิ่มเติม สถานที่ยื่นเรื่องทำบัตรสามารถไปได้ที่ศูนย์บริการคนพิการจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและสังคมในพื้นที่
สิทธิประโยชน์พื้นฐานที่รัฐจัดให้: มีอะไรบ้างที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย?
เมื่อมีบัตรประจำตัวคนพิการแล้ว ลูกบ้านจะสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตได้ทันที ซึ่งครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้ครับ
สิทธิ์ด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ
คนพิการมีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และการรับอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อยมากตามสิทธิ์สุขภาพของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็น วีลแชร์ ขาเทียม หรือเครื่องช่วยฟัง ซึ่งแพทย์ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นผู้ประเมินความจำเป็นให้
เบี้ยความพิการรายเดือนเพื่อการยังชีพ
รัฐบาลมีการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้ทุกเดือนเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพื้นฐาน โดยผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการทุกคนมีสิทธิ์ได้รับเงินจำนวนนี้โอนเข้าบัญชีธนาคารเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งสามารถไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในพื้นที่อยู่อาศัย
การช่วยเหลือด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ
สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความพิการ จะมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาพิเศษที่เหมาะสม รวมถึงทุนการศึกษา ส่วนวัยทำงานก็มีโควตาการจ้างงานในหน่วยงานรัฐและเอกชน รวมถึงการสนับสนุนเงินกยศ. หรือเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย
การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย: สิทธิ์ในการปรับบ้านให้ปลอดภัย
อีกหนึ่งสิทธิ์ที่หลายคนมองข้ามคือ การขอรับงบประมาณช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพความพิการ เช่น การทำทางลาดแทนบันได การปรับปรุงห้องน้ำให้มีราวจับกันลื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ผมพบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุและคนที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว สามารถติดต่อสอบถามขอรับความช่วยเหลือนี้ได้ที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
การเข้าใจกฎหมายและสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องเงินทองหรือค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้เราวางแผนการดูแลระยะยาวได้อย่างมั่นใจ หากคนไข้หรือญาติท่านใดมีข้อสงสัยเรื่องเอกสารหรือขั้นตอนการขอรับสิทธิ์ แนะนำให้ลองปรึกษาเจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่ได้เลยครับ พวกเขาพร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับครับ