ช่วงเวลาตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทั้งฮอร์โมนที่พุ่งสูงขึ้น มดลูกที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับเจ้าตัวเล็กในท้อง และระบบต่างๆ ที่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอีกหนึ่งชีวิต แต่บางครั้งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็มาพร้อมกับอาการกวนใจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำที่หลายคนต้องเจอ
อาการเจ็บจี๊ดๆ แสบๆ ขัดๆ เวลาปล่อยปัสสาวะ หรือที่หมอเรียกกันว่าภาวะปัสสาวะแสบขัดในหญิงตั้งครรภ์ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากๆ ครับ แต่หมออยากบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะปล่อยผ่านเลย เพราะถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามจนเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้เลยทีเดียว
ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงมักมีอาการปัสสาวะแสบขัด
เวลาที่เราตรวจพบว่ามีอาการแสบขัด สาเหตุส่วนใหญ่กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มักมาจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งในคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปอาศัยและเบ่งบานได้ง่ายเป็นพิเศษครับ
ฮอร์โมนคนท้องตัวร้ายที่ทำให้ท่อปัสสาวะหย่อนยาน
ช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมาปริมาณมาก ฮอร์โมนตัวนี้มีหน้าที่ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะด้วย ส่งผลให้ท่อปัสสาวะขยายตัวกว้างขึ้นและปิดไม่สนิทเหมือนเดิม เชื้อโรคจากภายนอกจึงเดินทางเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้นแบบทางด่วนเลยทีเดียว
มดลูกที่โตขึ้นทับกระเพาะปัสสาวะจนระบายน้ำออกไม่หมด
พออายุครรภ์มากขึ้น เจ้าตัวเล็กก็โตขึ้นตาม มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นนี้จะกดทับลงมาที่กระเพาะปัสสาวะโดยตรง ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดฉี่บ่อยตลอดเวลา และบางครั้งก็ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้ไม่สุด เหลือปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเยอะ น้ำปัสสาวะที่ค้างอยู่นี้แหละครับที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของแบคทีเรีย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่แปลว่าเริ่มไม่ปกติแล้ว
การปัสสาวะบ่อยในช่วงท้องอาจเป็นเรื่องปกติเพราะมดลูกโต แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย แปลว่าทางเดินปัสสาวะเริ่มอักเสบติดเชื้อแล้วแน่ๆ
- เจ็บหรือแสบขัดตอนช่วงท้ายๆ ที่ฉี่กำลังจะหมด หรือแสบตลอดเวลาที่ปัสสาวะไหลผ่าน
- รู้สึกปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยเหนือหัวหน่าวตลอดเวลา
- ปวดฉี่กะทันหันแบบกลั้นไม่อยู่ แต่พอไปเข้าห้องน้ำจริงๆ กลับออกมากระจิดเดียว
- ลักษณะของปัสสาวะเปลี่ยนไป เช่น ขุ่น มีตะกอน หรือมีเลือดปนออกมาจางๆ
- มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีกลิ่นฉุนรุนแรงกว่าช่วงก่อนท้อง
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ลูกในท้องจะเป็นอันตรายไหม
คุณแม่หลายคนกลัวการกินยาตอนท้อง เลยพยายามทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง หมอต้องขอเตือนตรงนี้เลยว่า ความคิดนี้อันตรายมากครับ การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อโรคจะเดินทางย้อนกลับขึ้นไปที่กรวยไต ทำให้เกิดภาวะกรวยไตอักเสบตามมา ซึ่งจะทำให้มีไข้สูงหนาวสั่น ปวดหลังส่วนล่าง และที่น่ากลัวที่สุดคืออาจกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรือทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ปกติได้
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการแสบขัด
ระหว่างที่รอมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง คุณแม่สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดความรุนแรงของอาการได้ดังนี้ครับ
ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ เพื่อช่วยชะล้างเชื้อโรค
การดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยแปดถึงสิบแก้วต่อวัน จะช่วยเจือจางความเข้มข้นของปัสสาวะ และขับไล่แบคทีเรียให้ออกไปจากร่างกายเร็วขึ้น ทุกครั้งที่คุณแม่ฉี่ เท่ากับเป็นการช่วยล้างระบบทางเดินปัสสาวะไปในตัว
ห้ามกลั้นปัสสาวะเด็ดขาดแม้จะขี้เกียจลุก
ห้องน้ำตอนดึกอาจจะเดินลำบาก หรือเวลานั่งทำงานแล้วไม่อยากลุกบ่อย แต่การอั้นฉี่คือตัวการหลักที่ทำให้แบคทีเรียแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ปวดเมื่อไหร่ต้องรีบไปเข้าห้องน้ำทันที
รักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี
เวลาทำความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียจากบริเวณทวารหนักแพร่กระจายมาที่ท่อปัสสาวะ และควรหลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์สวนล้างจุดซ่อนเร้นที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัด
หากคุณแม่มีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องมาพบแพทย์ทันที ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเด็ดขาดเพราะอาจไม่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์
- มีไข้สูงหนาวสั่น หรือมีอาการตัวร้อนรุมๆ ร่วมด้วย
- ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนจนกินอะไรไม่ลง
- มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะค่อนข้างชัดเจน
การรักษาภาวะนี้ในคนท้องทำได้ไม่ยากครับ แพทย์จะทำการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อ และเลือกใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกในครรภ์ ซึ่งปลอดภัยและออกฤทธิ์หายขาดได้เร็ว ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ รีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ดีที่สุดครับเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์