ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก คนไข้ที่เดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิกส่วนใหญ่ก็มักจะมีอาการไอ จาม เจ็บคอ และมีไข้เหมือนๆ กันเกือบทั้งหมด พอตรวจคัดกรองดูจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นเชื้อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างทางเดินหายใจเจ้าปัญหา 3 ตัวนี้ ได้แก่ โควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และเชื้ออาร์เอสวี หรือ RSV ซึ่งหลายคนมักจะสับสนและคิดว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มนี้อยู่ทุกวัน ผมอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจและดูแนวทางการแยกระหว่างโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และอาร์เอสวีแบบเข้าใจง่าย เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ
ทำความรู้จักหน้าตาและนิสัยของเชื้อโรคทั้งสามตัว
ก่อนจะไปดูวิธีแยกอาการ เรามาทำความเข้าใจสั้นๆ กันก่อนว่าเชื้อแต่ละตัวมาจากไหนและมีความน่ากลัวต่างกันอย่างไร
ตัวแรกคือ โควิด-19 ที่อยู่กับเรามาหลายปีแล้ว แม้สายพันธุ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะไม่ได้รุนแรงเท่าช่วงแรก แต่ก็ยังแพร่กระจายได้ง่ายและกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ตัวที่สองคือ ไข้หวัดใหญ่ โรคเก่าแก่ที่เราคุ้นเคยกันดี มักจะมาตามฤดูกาลและทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้มากกว่าหวัดทั่วไป และตัวสุดท้ายคือ อาร์เอสวี เจ้าวายร้ายตัวจิ๋วที่มักสร้างปัญหาใหญ่ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพราะทำให้เกิดเสมหะเหนียวข้นในหลอดลมฝอยได้ง่าย
แกะรอยอาการเริ่มต้น ใครเด่นเรื่องไหนสังเกตตรงนี้
ความยากของการป่วยช่วงนี้คือ อาการเริ่มต้นมันช่างคล้ายกันเสียเหลือเกิน ทั้งไข้ ไอ น้ำูกไหล แต่ถ้าลองสังเกตลึกลงไปอีกนิด เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้น
จุดสังเกตของโควิด-19 ที่ต่างจากเพื่อน
สำหรับโควิด-19 อาการเด่นที่หมอมักจะถามคนไข้อยเสมอคือเรื่องของการรับรสและกลิ่น แม้ว่าในสายพันธุ์หลังๆ อาการนี้จะพบน้อยลงแล้ว แต่ถ้าใครจู่ๆ ก็จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ร่วมกับอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวอย่างรุนแรงและมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง ให้สงสัยข้อนี้ไว้ก่อน นอกจากนี้ โควิดยังมีระยะฟักตัวค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ 2 ถึง 14 วัน ทำให้บางคนรับเชื้อมาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ
ไข้หวัดใหญ่มาแบบฉับพลัน ไข้สูงปรี๊ดและปวดเมื่อยหนักมาก
ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการมักจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ ก็มีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปวดหัว ปวดกระบอกตา และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อแบบทรมานสุดๆ เรียกว่าขยับตัวแทบไม่ไหว อ่อนเพลียมาก ต่างจากหวัดธรรมดาที่จะค่อยๆ เริ่มทีละน้อย และมักไม่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรงขนาดนี้
อาร์เอสวี เจ้าพ่อเสมหะเยอะและหายใจมีเสียงวี๊ด
ส่วนอาร์เอสวีหรือ RSV หากเกิดขึ้นในผู้ใหญ่อาจจะแสดงอาการคล้ายหวัดทั่วไป แต่ถ้าเกิดในเด็กเล็กหรือทารก จะสังเกตเห็นอาการไอโขลกๆ อย่างรุนแรง มีน้ำมูกใสไหลเยอะมาก และที่สำคัญคือ หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หรือเวลาหายใจจะมีเสียงวี๊ดในลำคอหรือหน้าอก ซึ่งเกิดจากหลอดลมฝอยอักเสบและมีเสมหะอุดกั้น
ตารางเปรียบเทียบอาการเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
- ไข้: ไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มักมีไข้สูงฉับพลัน ส่วนอาร์เอสวีอาจมีไข้สูงในช่วงแรกแต่ไม่เท่าไข้หวัดใหญ่
- การไอ: อาร์เอสวีและโควิดมักมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะร่วมด้วย ไข้หวัดใหญ่จะไอร่วมกับอาการเจ็บคอและปวดเมื่อย
- อาการทางเดินหายใจส่วนปลาย: อาร์เอสวีเด่นเรื่องหลอดลมฝอยอักเสบและมีเสมหะเหนียวข้นมากกว่าอีกสองโรค
- การสูญเสียการรับรสหรือกลิ่น: พบได้บ่อยในโควิด-19 แต่แทบไม่พบในไข้หวัดใหญ่และอาร์เอสวี
วิธีตรวจวินิจฉัยและการใช้ชุดตรวจ ATK
เนื่องจากอาการทางคลินิกมีความทับซ้อนกันสูงมาก การใช้ความรู้สึกอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำคือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
สำหรับโควิด-19 เราสามารถใช้ชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) แยงจมูกตรวจเบื้องต้นได้ทันทีที่เริ่มมีอาการ แต่ถตรวจแล้วขึ้นขีดเดียว (ผลลบ) แต่อาการยังไม่ดีขึ้นและไข้สูงมาก หมอแนะนำให้ตรวจซ้ำในวันถัดไป หรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจแบบ Multiplex PCR ที่สามารถตรวจหาทั้งเชื้อโควิด ไข้หวัดใหญ่ และอาร์เอสวีได้พร้อมกันจากการแยงจมูกเพียงครั้งเดียว ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
อาการแบบไหนที่แปลว่าอาการหนักและต้องรีบมาหาหมอทันที
ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาว่าเป็นเชื้อตัวไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเฝ้าระวังอาการเตือนภัยที่บอกว่าโรคกำลังลุกลามลงปอดหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนมีโรคประจำตัว
อาการที่ต้องรีบพามาโรงพยาบาลโดยด่วน ได้แก่ หายใจลำบาก หายใจเร็วเกินไปจนซี่โครงบุ๋ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น ดื่มน้ำหรือนมไม่ได้จนปัสสาวะน้อยลง และมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย อาการเหล่านี้รออยู่ที่บ้านไม่ได้เด็ดขาดครับ
การดูแลรักษาเบื้องต้นและการป้องกันไม่ให้รับเชื้อซ้ำ
เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว การรักษาหลักจะเป็นการรักษาตามอาการครับ เช่น กินยาลดไข้พาราเซตามอล ดื่มน้ำอุ่นมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินยาละลายเสมหะตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ สำหรับไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรคเพื่อลดความรุนแรง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนอื่นและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการไปในที่แออัดในช่วงที่ภูมิคุ้มกันกำลังอ่อนแอครับ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ