เวลาที่คนไข้มาหาแล้วบ่นว่าเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีไข้ต่ำๆ เรื้อรังที่หาสาเหตุไม่เจอ หนึ่งในโรคที่หมอมักจะนึกถึงและต้องตรวจเช็กให้ละเอียดก็คือเรื่องของ การอักเสบของลิ้นหัวใจ ครับ โรคนี้ฟังดูอาจจะไกลตัวสำหรับหลายคน แต่จริงๆ แล้วมันอันตรายกว่าที่คิด เพราะลิ้นหัวใจเปรียบเสมือนประตูห้องหัวใจที่คอยควบคุมให้เลือดไหลไปในทิศทางที่ถูกต้อง พอประตูนี้เริ่มมีปัญหา การทำงานของหัวใจทั้งดวงก็รวนไปหมด
ลิ้นหัวใจอักเสบคืออะไร ทำไมถึงน่ากลัว?
พูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยคือ โรคนี้เกิดจากการที่เชื้อโรค (ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย) หลุดเข้ามาในกระแสเลือด แล้วเจ้ากรรมดันไปเกาะอยู่ตามเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจที่กำลังอ่อนแอ ทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบขึ้นมา เจ้าเชื้อพวกนี้จะสร้างก้อนเนื้อเยื่อเล็กๆ ที่เรียกว่า Vegetation หน้าตาคล้ายหงอนไก่หรือก้อนตะไคร่น้ำไปเกาะอยู่ตรงขอบลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท เกิดอาการรั่ว หรือบางทีก็หนาตัวจนเปิดไม่ออก เกิดภาวะตีบตามมา เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ หัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้นจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาได้ในที่สุด
สาเหตุมาจากไหน ทำไมเชื้อถึงหลุดมาที่หัวใจได้?
หลายคนสงสัยว่าเชื้อโรคเข้าไปในหัวใจได้ยังไง จริงๆ แล้วเส้นทางมันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดครับ สาเหตุหลักๆ มักมาจาก:
- ฟันผุและเหงือกอักเสบ: อันนี้พบบ่อยที่สุด เวลาเราแปรงฟันหรือไปขูดหินปูน แล้วเลือดออก เชื้อแบคทีเรียในปากที่มีอยู่แล้ว จะฉวยโอกาสนี้มุดเข้ากระแสเลือด แล้วเดินทางตรงดิ่งมาที่หัวใจ
- แผลติดเชื้อตามผิวหนัง: แผลเรื้อรังที่ไม่ได้รักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี
- การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด: มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
- อุปกรณ์ทางการแพทย์: เช่น สายสวนปัสสาวะ หรือลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่ไปแล้วเกิดการติดเชื้อ
เช็กด่วน อาการแบบนี้เตือนภัยโรคลิ้นหัวใจอักเสบ
ความยากของโรคนี้คือ อาการเริ่มต้นมันไม่จำเพาะเจาะจงเอาเสียเลย เหมือนคนเป็นไข้หวัดใหญ่หรือติดเชื้อทั่วไป ทำให้หลายคนชะล่าใจ ลองดูลิสต์อาการเหล่านี้ว่ามีตรงกับตัวเราหรือคนใกล้ตัวบ้างไหม
- มีไข้เรื้อรังและหนาวสั่น: ไข้ต่ำๆ ที่กินยาลดไข้แล้วไม่ยอมหายขาดสักที เป็นๆ หายๆ นานเป็นสัปดาห์
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ: จากเดิมเคยเดินขึ้นบันไดชั้นเดียวสบายๆ ตอนนี้แค่เดินนิดหน่อยก็หอบเหนื่อย
- ใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอก: รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็ว แรง หรือเต้นผิดจังหวะ
- มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง: หรือมีอาการบวมที่เท้าและขาโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลด เบื่ออาหาร: ผอมลงแบบไม่มีสาเหตุร่วมด้วย
หมอวินิจฉัยอย่างไร เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคนี้
ถ้าหมอตรวจร่างกายแล้วได้ยินเสียงฟู่ผิดปกติที่หัวใจ (Heart Murmur) ร่วมกับมีไข้เรื้อรัง ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจยืนยันที่ละเอียดขึ้น ซึ่งการตรวจที่สำคัญที่สุดคือ การทำอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) ไม่ว่าจะเป็นแบบทำทางหน้าอกหรือส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร (TEE) วิธีนี้จะทำให้หมอเห็นภาพลิ้นหัวใจชัดเจน เหมือนเปิดดูหน้าจอโทรทัศน์ จะได้เห็นเลยว่ามีก้อนเชื้อโรคเกาะอยู่ตรงไหน ลิ้นหัวใจรั่วหรือพังแค่ไหน นอกจากนี้ก็ต้องมีการเจาะเลือดเพาะเชื้อ (Blood Culture) เพื่อหาหน้าตาเจ้าแบคทีเรียตัวการ จะได้เลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้ตรงจุดที่สุด
วิธีรักษา: เรื่องนี้ต้องรีบรักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อเจอโรคนี้แล้ว ไม่สามารถนอนกินยาอยู่ที่บ้านได้นะครับ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเข้มข้น ซึ่งต้องให้อย่างต่อเนื่องยาวนาน 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าฆ่าเชื้อที่เกาะอยู่ตามลิ้นหัวใจจนหมดเกลี้ยงจริงๆ ในบางเคสที่ลิ้นหัวใจเสียหายหนักมาก เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง หรือให้ยาแล้วเชื้อไม่ยอมตาย หมอก็อาจจะต้องส่งต่อให้ศัลยแพทย์หัวใจทำการผ่าตัดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมกันเลยทีเดียว
ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคนี้
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอครับ วิธีที่ดีที่สุดในการดูแลลิ้นหัวใจของเราให้แข็งแรงคือ:
- ใส่ใจสุขภาพช่องปาก: แปรงฟันให้ถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน และที่สำคัญคือต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเสมอ อย่ารอให้ปวดฟันแล้วค่อยไป
- รักษาความสะอาดแผล: หากมีแผลตามร่างกาย โดยเฉพาะแผลลึกหรือแผลเรื้อรัง ต้องรีบทำความสะอาดและรักษาให้หายขาด อย่าปล่อยให้ติดเชื้อลุกลาม
- ระวังเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มเสี่ยง: หากใครที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเคยมีประวัติลิ้นหัวใจอักเสบมาก่อน เวลาจะต้องทำฟันหรือทำหัตถการที่มีความเสี่ยงเลือดออก ต้องแจ้งทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้treating ทุกครั้ง เพราะอาจจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนทำหัตถการครับ
โรคการอักเสบของลิ้นหัวใจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อันตราย แต่ป้องกันได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการดูแลสุขภาพฟันและร่างกายให้แข็งแรงเสมอ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้เรื้อรังร่วมกับเหนื่อยง่าย อย่าปล่อยทิ้งไว้ รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจให้แน่ใจดีที่สุดครับ