ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกร้องไห้หนักเมื่อต้องห่างจากพ่อแม่ สัญญาณของความวิตกกังวลในเด็กและภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกน้อยร้องไห้โยเยเกาะขาไม่ยอมปล่อยเมื่อต้องไปส่งที่โรงเรียน หรือร้องไห้หนักมากทันทีที่คุณเดินลับตาไป หลายครั้งเราอาจเผลอคิดไปว่าลูกเอาแต่ใจหรือขี้แย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความวิตกกังวลในเด็กและภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก เป็นพัฒนาการปกติทางอารมณ์ที่เด็กเกือบทุกคนต้องเจอ เพียงแต่เด็กบางคนอาจมีอาการรุนแรงหรือยาวนานจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ความวิตกกังวลในเด็กคืออะไร และแตกต่างจากความกลัวทั่วไปอย่างไร

ความวิตกกังวลเป็นการตอบสนองของร่างกายและจิตใจต่อสิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ต่างจากความกลัวที่มักมีจุดเริ่มต้นและจุดจบชัดเจน แต่ความวิตกกังวลจะแฝงอยู่ในความคิดของเด็กตลอดเวลา เด็กอาจกังวลเรื่องการสอบ เรื่องเพื่อน หรือเรื่องอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ โดยที่สถานการณ์เหล่านั้นอาจจะยังมาไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ

ทำความรู้จักภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก อาการนี้ปกติหรือไม่

ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety) เป็นเรื่องปกติในเด็กเล็กช่วงอายุ 8 เดือนถึง 3 ปี เพราะเขายังไม่เข้าใจว่าการจากไปนั้นเป็นเพียงชั่วคราว แต่ถ้าลูกเข้าสู่วัยเรียนแล้วยังร้องไห้หนักมากเมื่อต้องแยกจาก หรือมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือปวดหัวทุกครั้งที่จะต้องไปโรงเรียน นั่นเป็นสัญญาณว่าเขากำลังเผชิญกับความวิตกกังวลที่มากกว่าปกติ

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรสังเกต

  • ลูกตื่นตระหนกอย่างรุนแรงเมื่อรู้ว่าจะต้องห่างจากผู้ปกครอง
  • มีอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง อาเจียน หรือปวดหัวโดยตรวจไม่พบโรคทางกาย
  • ฝันร้ายเรื่องการสูญเสียหรือการพลัดพราก
  • ไม่ยอมไปนอนที่ห้องตัวเอง หรือไม่ยอมไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน
  • ต้องการทราบความเคลื่อนไหวของพ่อแม่ตลอดเวลา

วิธีรับมือและช่วยเหลือลูกให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความกังวล

การจัดการกับความวิตกกังวลต้องใช้ความใจเย็นและความเข้าใจเป็นหัวใจสำคัญ

  • บอกลาอย่างมั่นคง: อย่าแอบหนีไปตอนลูกเผลอ เพราะจะยิ่งทำให้เขากังวลมากขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าคุณหายไป ให้กอดสั้นๆ บอกลาอย่างชัดเจนว่าจะกลับมารับเมื่อไหร่ แล้วเดินออกไปทันที
  • รักษาตารางเวลาให้สม่ำเสมอ: ความคาดเดาได้ช่วยลดความกังวลได้ดีเยี่ยม การมีกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจนจะทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัยขึ้น
  • ฟังความรู้สึกของลูก: อย่าดุหรือตำหนิเวลาลูกร้องไห้ ให้ใช้วิธีรับฟังและยืนยันความรู้สึกว่าเราเข้าใจว่าเขารู้สึกกลัว แต่อยากให้เขาลองพยายามผ่านมันไปให้ได้
  • ค่อยๆ ฝึกการแยกจาก: เริ่มจากเวลาสั้นๆ ในสภาพแวดล้อมที่ลูกคุ้นเคย เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าการจากไปเพียงชั่วคราวไม่มีอันตรายและพ่อแม่จะกลับมาเสมอ

เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

หากคุณลองปรับพฤติกรรมแล้ว แต่อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อการเรียน การเข้าสังคม และการนอนหลับอย่างเห็นได้ชัด การปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเป็นทางเลือกที่ดี การช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กสร้างทักษะการจัดการกับความวิตกกังวลและเติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์ได้ดีขึ้นครับ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down