โรคเพมฟิกัสในเด็กคืออะไร ทำไมถึงน่าตกใจเมื่อเกิดขึ้นกับลูกรัก
เวลาที่เราเห็นผิวพรรณของเด็กๆ เกิดผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะนึกถึงโรคอีสุกอีใส มือเท้าปาก หรือผื่นแพ้ทั่วไปก่อนเสมอ แต่ถ้าตุ่มน้ำนั้นแตกง่าย ลอกหลุดเป็นแผลถลอก และลามไปทั่วตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคผิวหนังที่ชื่อว่า โรคเพมฟิกัสในเด็ก ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันผิวหนังอักเสบเรื้อรัง แม้ว่าโรคนี้จะพบได้น้อยมากในเด็กและวัยรุ่นเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วย่อมสร้างความกังวลใจให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก
ในทางการแพทย์ โรคเพมฟิกัสจัดเป็นกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำหน้าที่สร้างสารภูมิต้านทานเพื่อต่อ ู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้ ภูมิคุ้มกันกลับเกิดความสับสนและสร้างสารภูมิต้านทานออกมากัดทำลายโปรตีนที่เป็นตัวยึดเกาะระหว่างเซลล์ผิวหนังของตนเอง เมื่อเซลล์ผิวหนังยึดติดกันไม่ได้ ผิวหนังจึงแยกตัวออกจากกันกลายเป็นชั้นตุ่มน้ำพองใสที่เปราะบางและแตกออกได้ง่ายมากเมื่อถูกสัมผัสเพียงเล็กน้อย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ฟ้องว่าลูกอาจกำลังเผชิญกับโรคเพมฟิกัสในเด็ก
การสังเกตอาการเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้เด็กได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของ โรคเพมฟิกัสในเด็ก มักจะไม่ได้เริ่มต้นที่ผิวหนังเสมอไป แต่มักจะแสดงอาการที่บริเวณเยื่อบุในช่องปากก่อนเป็นอันดับแรก
แผลในปากเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
อาการแรกที่เด็กมักบ่นคือเจ็บปากและทานอาหารไม่ได้ เมื่อตรวจดูภายในช่องปากจะพบแผลถลอก แผลเปื่อย หรือตุ่มน้ำที่แตกง่ายบริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น เด็กจะเริ่มไม่อยากกลืนน้ำลาย กินข้าวไม่ได้ และมีน้ำลายไหลยืดเพราะความเจ็บปวด ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นร้อนในหรือแผลจากการกัดปากธรรมดา
ตุ่มน้ำพองใสตามผิวหนังที่แตกง่ายกลายเป็นแผลถลอก
หลังจากนั้นไม่นาน จะเริ่มมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามผิวหนังส่วนต่างๆ เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า หน้าอก หลัง หรือบริเวณที่มีการเสียดสี ตุ่มน้ำเหล่านี้จะมีลักษณะเปราะบาง ผิวรอบๆ ตุ่มน้ำอาจจะดูปกติหรือมีสีแดง เมื่อตุ่มน้ำแตกออกจะกลายเป็นแผลถลอกที่มีน้ำเหลืองซึม แสบร้อน และตกสะเก็ดหายช้า หากผิวหนังถูกเสียดสีเพียงเบาๆ ก็อาจทำให้ผิวหลุดลอกออกมาได้ง่าย ซึ่งแพทย์มักจะใช้การตรวจร่างกายโดยการกดเบาๆ แล้วพบว่าผิวหนังหลุดลอกออกได้เพื่อช่วยในการวินิจฉัย
สาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เด็กเป็นโรคนี้
จนถึงปัจจุบัน วงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าทำไมระบบภูมิคุ้มกันของเด็กบางคนถึงเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ แต่เชื่อว่ามีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมร่วมด้วยเล็กน้อย และมีตัวกระตุ้นภายนอกบางอย่างที่ไปปลุกให้ภูมิคุ้มกันแสดงอาการออกมา เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิด ความเครียดทางร่างกาย หรือการได้รับยาบางประเภท แม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารหรือความสะอาด แต่เป็นความผิดปกติจากระบบภายในร่างกายของเด็กเองโดยตรง
วิธีรักษาดูแลจากแพทย์ผิวหนังเด็ก
เมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคเพมฟิกัสในเด็ก การรักษาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด เป้าหมายหลักของการรักษาคือการควบคุมไม่ให้เกิดตุ่มน้ำใหม่ ลดการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย
- การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์: เป็นยาหลักในการควบคุมภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ แพทย์อาจให้ยาทาเฉพาะที่สำหรับรอยโรคขนาดเล็ก หรือให้ยารับประทานในกรณีที่โรคกระจายตัวเป็นวงกว้าง โดยแพทย์จะมีการปรับลดขนาดยาลงอย่างระมัดระวังเมื่ออาการดีขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
- ยากดภูมิคุ้มกันชนิดอื่น: ในเด็กบางรายที่ต้องใช้สเตียรอยด์ในปริมาณสูงเป็นเวลานาน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาอื่นร่วมด้วยเพื่อช่วยควบคุมโรคและประคองปริมาณสเตียรอยด์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
- การดูแลรักษาแผลอย่างอ่อนโยน: การทำแผลต้องทำด้วยความนุ่มนวลเพื่อไม่ให้ผิวหนังหลุดลอกเพิ่ม การใช้น้ำเกลือล้างแผลและการทายาปฏิชีวนะเฉพาะที่เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเป็นสิ่งสำคัญมาก
การดูแลจิตใจและการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กที่เป็นโรคเพมฟิกัสในเด็ก
นอกจากความเจ็บปวดทางกายแล้ว ผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจไม่แพ้กัน รอยโรคบนผิวหนังและแผลในปากอาจทำให้เด็กเกิดความไม่มั่นใจ รู้สึกอายเพื่อนที่โรงเรียน หรือมีความเครียดจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง การให้กำลังใจ การอธิบายให้เด็กเข้าใจด้วยภาษาที่อบอุ่น และการประสานงานกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อทำความเข้าใจสภาพร่างกายของเด็ก จะช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตร่วมกับการรักษาได้อย่างมีความสุข
การพาเด็กไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ การทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และการสังเกตอาการผิวหนังใหม่ๆ ทุกวัน จะช่วยให้สามารถควบคุมโรคเพมฟิกัสในเด็กให้อยู่ในความสงบได้ และเปิดโอกาสให้เด็กเติบโตขึ้นมามีสุขภาพผิวที่ดีและใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป