เวลาที่ตรวจเจอว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวเป็นโรคตับเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นไขมันพอกตับ ตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวของหลายคนมักจะเป็นเรื่องของความเจ็บป่วยทางร่างกาย การกินยา การงดของอร่อย และการไปหาหมอตามนัดสม่ำเสมอ แต่ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะเห็นเสมอและแทบจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงตรงๆ ก็คือ ความรู้สึกข้างในใจของผู้ป่วย
โรคทางกายหลายโรคมักจะมาพร้อมกับแผลเป็นในใจเสมอ และโรคตับก็เป็นหนึ่งในนั้น วันนี้หมออยากชวนมาคุยกันลึกๆ ถึงเรื่อง ผลกระทบทางจิตวิทยาของผู้ป่วยโรค ตับเรื้อรัง ว่าพวกเขากำลังแบกรับอะไรอยู่บ้าง และเราจะช่วยโอบกอดจิตใจของกันและกันได้อย่างไร
ตับพัง ใจก็พลอยพังไปด้วย: ทำไมโรคตับถึงทำลายสุขภาพจิต?
ในทางการแพทย์ ตับทำหน้าที่เหมือนโรงงานรีไซเคิลและกลั่นกรองของเสียในร่างกาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โรงงานนี้เริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่ สารพิษบางชนิด เช่น แอมโมเนีย ก็อาจจะหลุดรอดไปสะสมในสมอง ส่งผลให้เกิดภาวะทางสมองจากโรคตับที่เรียกว่า Hepatic Encephalopathy ซึ่งอาการนี้ไม่ได้ทำให้แค่เดินเซหรือสับสนเท่านั้น แต่มันทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลอย่างไร้สาเหตุ
นอกจากเรื่องสารเคมีในสมองแล้ว ความเครียดจากการต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด การรู้ว่าอนาคตข้างหน้าอาจมีความเสี่ยงเรื่องตับวาย มะเร็งตับ หรือต้องรอเปลี่ยนตับ ย่อมสร้างความกลัวและความสิ้นหวังให้เกิดขึ้นกับจิตใจได้เสมอ
ความกลัว ความกังวล และเงาของความตายที่ผู้ป่วยต้องแบกรับทุกวัน
คนไข้หลายคนเล่าให้หมอฟังตรงกันว่า ตั้งแต่วันที่รู้ว่าเป็นโรคตับเรื้อรัง โลกก็เปลี่ยนไป ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตเริ่มหาย ผลกระทบทางจิตวิทยาของผู้ป่วยโรคนี้มักจะเริ่มต้นจากความวิตกกังวลในหลายๆ เรื่อง เช่น
- กลัวภาระของครอบครัว: กลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระทางการเงินและภาระในการดูแล
- กลัวความเจ็บปวด: กลัวอาการท้องมาน กลัวการเจาะท้อง หรือการอาเจียนเป็นเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
- กลัวการตีตราจากสังคม: หลายคนมักจะถูกตัดสินจากคนรอบข้างว่าป่วยเพราะดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่ความจริงแล้วโรคตับเรื้อรังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบ หรือไขมันพอกตับจากพันธุกรรมและพฤติกรรมการกิน
เมื่อความอายและตราบาปในสังคม ทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะเก็บตัวเงียบ
สังคมไทยเรายังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคตับอยู่มาก พอพูดถึงโรคตับ คนส่วนใหญ่มักจะนโยบายพุ่งเป้าไปที่เรื่องเหล้าหรือสุราทันที ความคิดนี้เองที่สร้าง ผลกระทบทางจิตวิทยาของผู้ป่วยโรคนี้ในแง่ของความรู้สึกผิดและความอาย
คนไข้หลายคนเลือกที่จะปิดบังอาการเจ็บป่วยของตัวเอง ไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงาน ไม่กล้าไปสังสรรค์ และค่อยๆ ถอนตัวออกจากสังคมเพราะไม่อยากตอบคำถามเดิมๆ หรือไม่อยากเห็นสายตาที่ตัดสินจากคนรอบข้าง การเก็บตัวเงียบๆ อยู่กับความเจ็บป่วยและความกังวลลำพังนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
วิธีดูแลใจคนป่วยโรคตับ: กอดทางใจที่สำคัญไม่แพ้ยาหมอ
ในฐานะคนใกล้ชิดหรือตัวผู้ป่วยเอง การดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หมอมีแนวทางง่ายๆ ที่อยากแนะนำเพื่อให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน
- สื่อสารกันอย่างเปิดอก: อย่าเก็บความกังวลไว้คนเดียว การพูดคุยความรู้สึกกลัวหรือเครียดให้คนในครอบครัวฟังช่วยลดความอึดอัดในใจลงได้มาก
- โฟกัสกับปัจจุบัน: โรคตับเรื้อรังต้องอาศัยการดูแลตัวเองระยะยาว การกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมีแต่จะทำให้ใจเหนื่อยล้า หันมาใส่ใจกับการกินยาตรงเวลา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ในแต่ละวันแทน
- หาคอมมูนิตี้หรือกลุ่มสนับสนุน: การได้คุยกับเพื่อนร่วมโรคที่เข้าใจความรู้สึกเดียวกัน จะช่วยให้รู้สึกว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับโรคนี้อยู่เพียงลำพัง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต: หากรู้สึกว่าความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าเริ่มเกินกว่าจะรับไหว การไปพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยหรือรับคำแนะนำที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการดูแลตัวเองอย่างรักตัวเองที่สุด