ช่วงนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับอาการปวดท้องแน่นชายโครงขวา แล้วพากันคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน แต่ถ้าอาการเหล่านี้เป็นๆ หายๆ เรื้อรังแถมยังมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วย วันนี้หมออยากชวนมาทำความรู้จักกับโรคหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกข้างใน และอาจอันตรายกว่าที่คิด นั่นคือภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังครับ
เรื่องน่ารู้ของท่อน้ำดี: ท่อส่งน้ำย่อยเส้นเล็กๆ ที่ทำงานหนักตลอดเวลา
ก่อนจะไปถึงเรื่องโรค หมออยากให้เรานึกภาพตับซึ่งเป็นเสมือนโรงงานผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน น้ำดีนี้จะถูกส่งต่อผ่านท่อส่งน้ำดีเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั้งในและนอกตับ ก่อนจะไหลมารวมกันแล้วปล่อยลงสู่ลำไส้เล็ก ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง จึงเกิดขึ้นเมื่อท่อส่งน้ำดีเหล่านี้เกิดการระคายเคืองและอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเนื้อเยื่อภายในท่อค่อยๆ หนาตัวขึ้น แข็งตัว และตีบตันในที่สุด
ทำไมท่อน้ำดีถึงอักเสบได้เรื้อรัง: ส่องสาเหตุที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
การที่ท่อน้ำดีต้องเผชิญกับภาวะอักเสบเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักมีต้นตอมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งหมอพบได้บ่อยในห้องตรวจ ได้แก่
- นิ่วในท่อน้ำดี: ตัวการคลาสสิกที่คอยสร้างความระคายเคืองและขัดขวางการไหลของน้ำดี
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง: บางครั้งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเกิดสับสนและหันมาโจมตีท่อน้ำดีของตัวเอง เช่น โรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิ
- การติดเชื้อเรื้อรัง: การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตบางชนิดที่อยู่ในทางเดินน้ำดีเป็นเวลานาน
- การผ่าตัดช่องท้องในอดีต: ทำให้เกิดพังผืดไปกดทับหรือดึงรั้งท่อน้ำดีให้ผิดรูป
สัญญาณเตือนภัยแบบไหน ที่บอกว่าท่อน้ำดีกำลังมีปัญหาเรื้อรัง
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเด่นชัดอะไรเลยนอกจากความรู้สึกอ่อนเพลีย แต่พอนานวันเข้า ร่างกายจะเริ่มส่งเสียงเตือนผ่านอาการเหล่านี้
- ดีซ่าน: อาการตัวเหลือง ตาเหลือง และมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้ม เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถไหลลงลำไส้ได้ตามปกติแต่กลับรั่วซึมเข้าสู่กระแสเลือด
- อาการคันตามผิวหนัง: เกิดจากการสะสมของเกลือในน้ำดีใต้ผิวหนัง คันมากจนนอนไม่หลับ
- ปวดท้องเรื้อรัง: มักปวดตื้อๆ บริเวณชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ บางครั้งมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
- อุจจาระสีซีด: เนื่องจากขาดน้ำดีที่จะไปย้อมสีอุจจาระให้เป็นสีปกติ
ปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น: ภัยเงียบที่นำไปสู่โรคตับแข็ง
ถ้าเราปล่อยให้ท่อทางเดินน้ำดีอักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล น้ำดีที่ควรจะไหลผ่านได้สะดวกก็จะเกิดการคั่งค้างอยู่ในตับ เปรียบเสมือนน้ำที่ขังจนเน่าเสีย นานวันเข้าเนื้อตับบริเวณนั้นจะถูกทำลาย เกิดเป็นพังผืด และพัฒนาไปสู่โรคตับแข็ง ตับวาย หรือติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาของแพทย์
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการน่าสงสัย หมอจะต้องอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์หลายอย่างร่วมกันเพื่อหาต้นตอที่แท้จริง ตั้งแต่การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ไปจนถึงการเอกซเรย์ท่อน้ำดีด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือการส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน
สำหรับการรักษา จะขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลักครับ ถ้านิ่วอุดตันก็ต้องใช้กล้องส่องเพื่อคีบนิ่วออก ถ้าเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติก็ต้องใช้ยาควบคุมภูมิคุ้มกัน แต่ในกรณีที่ท่อน้ำดีตีบตันมากจนแก้ไขไม่ได้ การผ่าตัดเพื่อสร้างทางเดินน้ำดีใหม่หรือการปลูกถ่ายตับก็อาจเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จำเป็น
ดูแลตัวเองอย่างไรดีเมื่อป่วยเป็นโรคนี้
สำหรับคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ กินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักเกินไป และเลือกรับประทานอาหารย่อยง่าย ไขมันต่ำ เพื่อลดภาระการทำงานของระบบน้ำดี พร้อมกับสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ หากมีไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือตัวเหลืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องรีบมาพบแพทย์ทันทีก่อนจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงครับ