ถ้าอยู่ๆ ก็มีเลือดออกทางช่องคลอด ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน หรือเป็นแค่เลือดซึมๆ กะปริบกะปรอย คุณผู้หญิงหลายท่านคงรู้สึกกังวลใจไม่น้อยเลยใช่ไหม เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เราจะมองข้ามได้เลย เพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก ว่าภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนี้คืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง และเมื่อไหร่ที่เราควรรีบมาปรึกษาคุณหมอ
ทำความรู้จัก “ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด”
โดยปกติแล้ว ผู้หญิงเราจะมีเลือดประจำเดือนมาทุกเดือน ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงเวลาที่ ไม่ใช่ รอบเดือนปกติ ไม่ว่าจะเป็น
- เลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
- มีเลือดออกมากผิดปกติจากเดิม
- มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
- มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว (ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน)
นี่แหละคือสัญญาณของ ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
ทำไมถึงมีเลือดออกผิดปกติ? มาดูกันว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง
สาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนั้นมีอยู่หลากหลายมากๆ เลยทีเดียว คุณหมอจะแบ่งกลุ่มสาเหตุหลักๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
ความผิดปกติที่เกี่ยวกับฮอร์โมน
นี่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะ
- ฮอร์โมนแปรปรวน: การที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนไม่สมดุลกัน อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ และหลุดลอกออกมาเป็นเลือดได้
- ยาคุมกำเนิด: การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ฉีด หรือฝัง ในช่วงแรกๆ ร่างกายอาจต้องปรับตัว ทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้ หรือบางทีก็เกิดจากการลืมกินยาคุมบ่อยๆ
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS): ภาวะนี้ส่งผลต่อฮอร์โมนโดยรวม ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และอาจมีเลือดออกผิดปกติได้
- วัยใกล้หมดประจำเดือน: ในช่วงวัยทองหรือใกล้หมดประจำเดือน รังไข่จะทำงานลดลง ทำให้ระดับฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ เป็นสาเหตุให้เลือดออกผิดปกติได้
ความผิดปกติทางโครงสร้างของมดลูกและรังไข่
กลุ่มนี้จะเป็นความผิดปกติทางกายภาพที่สามารถตรวจพบได้
- ติ่งเนื้อในมดลูกหรือปากมดลูก (Polyps): เป็นเนื้อเยื่อเล็กๆ ที่งอกออกมา อาจทำให้มีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
- เนื้องอกมดลูก (Fibroids): เป็นก้อนเนื้อที่โตขึ้นในผนังมดลูก ส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกธรรมดา แต่ก็สามารถทำให้มีเลือดออกมาก หรือออกผิดปกติได้
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือเนื้องอกเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis): ภาวะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตนอกตำแหน่งปกติ ทำให้เกิดอาการปวดและมีเลือดออกผิดปกติได้
การตั้งครรภ์
ถ้าเป็นผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่ยังมีเพศสัมพันธ์และมีเลือดออกผิดปกติ ก็ควรนึกถึงสาเหตุนี้เป็นอันดับต้นๆ เลยค่ะ
- การฝังตัวของตัวอ่อน: เลือดออกปริมาณน้อยๆ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เมื่อตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูก
- แท้งคุกคามหรือแท้งบุตร: การมีเลือดออกและปวดท้อง
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก: เป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
- ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก: เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ
การติดเชื้อ
การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้
- การติดเชื้อในช่องคลอดหรือปากมดลูก: เช่น การติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด ทำให้เกิดการอักเสบ มีเลือดออก หรือมีตกขาวผิดปกติได้
- ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID): การติดเชื้อในมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่
สาเหตุอื่นๆ ที่สำคัญ
- โรคมะเร็ง: แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งรังไข่
- ยาบางชนิด: ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาบางประเภทอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ความเครียด: ความเครียดสะสมสามารถส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนในร่างกายได้เช่นกัน
- ภาวะเลือดออกผิดปกติจากการแข็งตัวของเลือด: เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
เมื่อไหร่ที่ต้องมาหาหมอ? และหมอจะตรวจอะไรบ้าง?
ถ้าคุณผู้หญิงมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้อยหรือมาก ก็ไม่ควรรอช้า ควรรีบมาพบคุณหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:
- มีเลือดออกปริมาณมาก หรือออกนานหลายวัน
- มีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง
- มีไข้
- อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ
- มีตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น
- มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว
- สงสัยว่าตั้งครรภ์แล้วมีเลือดออก
คุณหมอจะตรวจอะไรบ้าง?
เมื่อมาพบคุณหมอ คุณหมอจะซักประวัติอย่างละเอียด และทำการตรวจร่างกาย ซึ่งอาจรวมถึง:
- การตรวจภายใน: เพื่อดูความผิดปกติของช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และรังไข่
- การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap smear หรือ HPV DNA test): หากถึงเวลาตรวจประจำปี หรือสงสัยความผิดปกติ
- การอัลตราซาวนด์: เพื่อดูภาพอวัยวะภายใน เช่น มดลูก รังไข่ ว่ามีติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือความผิดปกติอื่นๆ หรือไม่
- การตรวจเลือด: เพื่อดูระดับฮอร์โมน ตรวจการตั้งครรภ์ ตรวจภาวะโลหิตจาง หรือดูค่าการแข็งตัวของเลือด
- การส่องกล้องในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) หรือขูดมดลูก: ในบางกรณีที่สงสัยความผิดปกติภายในโพรงมดลูก อาจจำเป็นต้องมีการส่องกล้องเข้าไปดู หรือเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
แล้วจะรักษากันอย่างไรดี?
แนวทางการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนั้น จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบค่ะ คุณหมอจะพิจารณาจากผลการตรวจต่างๆ และพูดคุยกับคนไข้เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
- การใช้ยา: เช่น ยาปรับฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ (กรณีติดเชื้อ) หรือยาหยุดเลือด
- การผ่าตัด: หากพบติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือมะเร็ง การผ่าตัดก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา
- การรักษาอื่นๆ: เช่น การจี้ไฟฟ้า การใช้เลเซอร์ หรือการรักษาภาวะทางสุขภาพอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุ
สิ่งที่ดูแลตัวเองได้ และสิ่งที่ต้องระวัง
ในระหว่างที่กำลังหาสาเหตุ หรืออยู่ในช่วงการรักษา คุณผู้หญิงสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
- สังเกตอาการ: จดบันทึกช่วงเวลาที่เลือดออก ปริมาณ ลักษณะ และอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวินิจฉัยของคุณหมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ: ลดความเครียด เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุล
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง หากมีภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือด
- งดมีเพศสัมพันธ์: หากมีเลือดออกปริมาณมาก หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรืออาการที่แย่ลง
- ไม่ซื้อยามาทานเอง: ไม่ควรซื้อยาฮอร์โมน หรือยาหยุดเลือดมาทานเองเด็ดขาด เพราะอาจบดบังอาการสำคัญ หรือทำให้การวินิจฉัยยากขึ้น
จำไว้เสมอว่า ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม การปรึกษาคุณหมอตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ทราบสาเหตุและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณผู้หญิงทุกคนค่ะ