เวลาเดินเข้าห้องน้ำแล้วพบว่าน้ำปัสสาวะเปลี่ยนสีไปจากเดิม หลายคนคงใจหายวาบโดยเฉพาะถ้าเจอสีแปลกตาอย่างสีเขียวเข้ม หลายคนอาจคิดไปไกลว่าร่างกายกำลังป่วยหนักโรคร้ายแรงอะไรหรือเปล่า หรือเมื่อวานเผลอกินอะไรเข้าไปผิดสำแดงหรือเปล่า แต่ในมุมมองของหมอ มีเคสคนไข้ไม่น้อยเลยที่จู่ๆ ก็ปัสสาวะเป็นสีเขียวสดใส ซึ่งต้นตอไม่ได้มาจากผักใบเขียวในมื้ออาหาร แต่มาจากเจ้าแบคทีเรียตัวร้ายที่แอบเข้าไปก่อกวนในระบบทางเดินปัสสาวะของเราต่างหาก
ทำไมฉีกลายเป็นสีเขียว? ไขปมกลไกเชื้อโรคที่คนมักเข้าใจผิด
ตามปกติแล้วปัสสาวะของเราควรจะมีตั้งแต่สีเหลืองใสไปจนถึงสีเหลืองอำพัน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่เราดื่มเข้าไปในแต่ละวัน แต่พอเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเจ้าแบคทีเรียที่มีชื่อว่า พseudomonas aeruginosa เชื้อโรคตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการสร้างรงควัตถุหรือสารสีเขียวออกมาผสมกับปัสสาวะ เมื่อร่างกายพยายามขับเชื้อโรคและเม็ดเลือดขาวที่กำลังต่อสู้กันออกมาผ่านทางท่อปัสสาวะ จึงทำให้สีของเหลวที่ขับออกมาเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเขียวอมฟ้าอย่างน่าตกใจ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายฟ้องว่าระบบทางเดินปัสสาวะกำลังอักเสบอย่างรุนแรงและต้องการการรักษาโดยด่วน
เช็กให้ชัวร์ อาการแบบนี้ใช่ติดเชื้อแบคทีเรียจนฉี่เขียวหรือเปล่า?
การสังเกตตัวเองเบื้องต้นมีความสำคัญมาก เพราะการติดเชื้อไม่ได้แสดงออกแค่สีปัสสาวะที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังมีอาการอื่นๆ ที่มักจะมาแพ็กคู่กันเสมอ หากใครกำลังเจอสถานการณ์เหล่านี้ร่วมด้วย ให้สงสัยเรื่องการติดเชื้อแบคทีเรียไว้ก่อนเลย
- ปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ: รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มหรือแสบร้อนบริเวณท่อปัสสาวะทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ >
- ปวดหน่วงท้องน้อยหรือบั้นเอว: มีอาการเกร็งหรือเจ็บแปลบๆ บริเวณท้องน้อยด้านล่าง หรือลามไปถึงหลังส่วนล่าง >
- ปัสสาวะบ่อยแต่ได้ทีละนิด: รู้สึกปวดฉี่ตลอดเวลา เดินเข้าห้องน้ำแทบทั้งวันแต่พอเบ่งออกมากลับได้แค่หยดสองหยด >
- ปัสสาวะขุ่นและมีกลิ่นฉุนผิดปกติ: น้ำปัสสาวะไม่ใสเหมือนเคย มีตะกอนขุ่น หรือมีกลิ่นแรงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่แค่เชื้อโรค นอกเหนือจากแบคทีเรีย สีฉี่เขียวเกิดจากอะไรได้อีก?
แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ แต่ในฐานะหมอ หมอก็ต้องบอกตามตรงว่ามีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่างที่ทำให้ปัสสาวะกลายเป็นสีเขียวได้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เราตื่นตระหนกจนเกินไป ลองมาเช็กดูว่าเราไปโดนอะไรมาบ้าง
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด: ยาบางตัวที่ใช้รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือยาชาบางประเภท เมื่อร่างกายขับออกมาทางปัสสาวะก็สามารถเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวหรือสีฟ้าได้
- อาหารและเครื่องดื่มสีจัด: การกินหน่อไม้ฝรั่งในปริมาณมาก หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหารสีเขียว ก็อาจส่งผลกับสีปัสสาวะได้ชั่วคราว
- วิตามินบีรวมและอาหารเสริม: สารอาหารบางชนิดที่ร่างกายดูดซึมไม่หมดแล้วขับทิ้ง ก็เปลี่ยนสีของเหลวในร่างกายได้เหมือนกัน
สัญญาณอันตรายแบบไหนที่รอช้าไม่ได้ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?
ถ้าเราพบว่าปัสสาวะเป็นสีเขียวร่วมกับอาการอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้น อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะเชื้อโรคอาจลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปถึงไตได้ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าต้องมาหาหมอทันที
- มีไข้สูงหนาวสั่น: ถ้าเริ่มมีอาการตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง หรือหนาวสั่น แสดงว่าการติดเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว >
- ปวดหลังรุนแรงจนทนไม่ไหว: อาการปวดลามไปที่บริเวณบั้นเอวและหลังส่วนบนร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน เป็นสัญญาณเตือนเรื่องกรวยไตอักเสบ
- มีเลือดปนมากับปัสสาวะ: ปัสสาวะมีสีเขียวเข้มปนเลือดสดหรือลิ่มเลือด ซึ่งบ่งบอกถึงการอักเสบที่รุนแรงมากในเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อตรวจพบการติดเชื้อ
เมื่อมาพบแพทย์แล้ว หมอจะทำการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะอย่างละเอียดเพื่อหาชนิดของแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ แนวทางหลักในการรักษาคือการใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ตรงกับโรค ซึ่งคนไข้จะต้องกินยาให้ครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการปวดแสบจะหายไปตั้งแต่สองวันแรกแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำอีก นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยขับแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือต้องไม่กลั้นปัสสาวะเด็ดขาด เพราะการกลั้นฉี่เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้แบคทีเรียตั้งรกรากและแบ่งตัวเพาะเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น