หลายคนคงเคยตกใจจนแทบช็อกเมื่อเปิดดูโถส้วมแล้วพบว่าน้ำปัสสาวะของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้า ทั้งที่เมื่อวานก็กินแค่อาหารธรรมดาไม่ได้กินอะไรแปลกประหลาด หลายคนรีบเสิร์ชหาข้อมูลกันยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายกันแน่
ในฐานะหมอที่เคยเจอคนไข้เดินเข้ามาด้วยความกังวลใจแบบนี้บ่อยครั้ง ต้องบอกก่อนว่าแม้สีปัสสาวะที่แปลกตาจะชวนให้ใจคอไม่ดี แต่ในทางการแพทย์มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายกำลังฟ้องว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของภาวะปัสสาวะสีเขียวจากการติดเชืดโรคในระบบทางเดินปัสสาวะที่หลายคนคาดไม่ถึง
ฉี่สีเขียวแบบนี้ หน้าตาและความรู้สึกมันเป็นอย่างไรกันแน่
เวลาที่เราพูดถึงปัสสาวะสีเขียว คนไข้มักจะนึกถึงสีเขียวใบไม้หรือสีเขียวเข้มแบบสีผสมอาหาร แต่ในความเป็นจริงของการติดเชื้อแบคทีเรีย สีที่ออกมามักจะมีความขุ่นร่วมด้วย บางครั้งอาจจะออกไปทางเขียวอมฟ้าหรือเขียวตองอ่อนๆ
นอกจากสีที่เปลี่ยนไปแล้ว ร่างกายมักจะมีอาการเตือนอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอ เช่น ปวดหน่วงท้องน้อย แสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุดตลอดเวลา อาการเหล่านี้แหละที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หมอรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของการกินอาหารจำพวกหน่อไม้ฝรั่งหรือวิตามินบีรวมแน่นอน
ทำไมแบคทีเรียตัวร้าย ถึงทำให้ฉี่กลายเป็นสีเขียวได้
หลายคนสงสัยว่าแบคทีเรียตัวจิ๋วแค่นี้ มันเปลี่ยนสีของเหลวในร่างกายเราให้กลายเป็นสีเขียวได้อย่างไร เรื่องนี้มีคำอธิบายทางการแพทย์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่
ต้นเหตุหลักมักจะมาจากเจ้าแบคทีเรียที่มีชื่อว่า พูโดโมแนส แอรูจิโนซา ซึ่งเป็นแบคทีเรียเจ้าเล่ห์ที่ชอบอาศัยอยู่ในทางเดินปัสสาวะ เมื่อมันเข้าไปตั้งรกรากและเบ่งBานในกระเพาะปัสสาวะของเรา เจ้าแบคทีเรียตัวนี้จะสร้างสารเม็ดสีเขียวแกมฟ้าออกมาต่อสู้กับระบบภูมิคุ้มกันของเรา เม็ดสีตัวนี้แหละที่ผสมปนเปออกมากับน้ำปัสสาวะ จนทำให้สีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากตัวแบคทีเรียโดยตรงแล้ว บางครั้งกระบวนการอักเสบและการติดเชื้อรุนแรง ทำให้ร่างกายขับเม็ดเลือดขาวและสารคัดหลั่งออกมาปะปนในปัสสาวะจำนวนมาก จนเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้สีเหลืองเดิมเปลี่ยนเพี้ยนกลายเป็นสีเขียวขุ่นได้เหมือนกัน
นอกจากเชื้อโรคแล้ว มีสาเหตุอะไรอีกไหมที่ทำให้ฉี่เป็นสีเขียว
ก่อนที่เราจะตีโพยตีพายว่าติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง หมออยากให้ลองทบทวนพฤติกรรมในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมาดูก่อน เพราะบางครั้งสาเหตุอาจจะมาจากเรื่องใกล้ตัวมากๆ เช่น
- การกินอาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหารสีเขียวหรือสีฟ้าในปริมาณมาก
- การกินยาบางชนิด เช่น ยาระบายบางประเภท หรือยาแก้ปวดบางตัวที่มีสารเคมีทำปฏิกิริยากับกรดในทางเดินปัสสาวะ
- วิตามินเสริมบางชนิดที่ร่างกายดูดซึมไม่หมดแล้วขับออกมาทางไต
ความแตกต่างคือ ถ้าเกิดจากอาหารหรือยา ปัสสาวะจะเปลี่ยนสีแค่ชั่วคราวและไม่มีอาการแสบขัดหรือปวดท้องร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นจากการติดเชื้อ สีเขียวจะมาพร้อมกับความเจ็บปวดทรมานเวลาเข้าห้องน้ำแน่นอน
อาการแบบไหนที่แปลว่าติดเชื้อแน่ๆ และต้องรีบมาหาหมอ
ถ้าคุณเจอฉี่สีเขียวแล้วเริ่มมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะอย่างละเอียด
- ปวดแสบปวดร้อนทุกครั้งที่ปัสสาวะออกมา
- มีไข้หนสั่น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ร่วมด้วย
- ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจแปลว่าเชื้อโรคเริ่มลามขึ้นไปที่กรวยไตแล้ว
- ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นฉุนผิดปกติ หรือมีเลือดปนออกมาจางๆ
การปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมรักษา อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้
วิธีรักษาเมื่อคุณหมอตรวจเจอเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย
เมื่อมาถึงมือหมอแล้ว ขั้นตอนแรกคือการเก็บตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจหาเชื้อและดูว่ามันแพ้ยาตัวไหนบ้าง จากนั้นหมอจะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรคให้
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกินยาฆ่าเชื้อให้ครบตามกำหนดที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการปวดจะหายไปแล้วหรือสีปัสสาวะจะกลับมาเป็นปกติ เพราะถ้ากินยาไม่ครบ แบคทีเรียดื้อยาจะกลับมาเล่นงานเราใหม่อย่างรุนแรงกว่าเดิม
ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้กลับมาเจอฉี่สีเขียวจากการติดเชื้ออีก
การป้องกันไม่ให้แบคทีเรียกลับมาสร้างความปั่นป่วนในระบบทางเดินปัสสาวะอีก เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กน้อย
- ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ ในแต่ละวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะ
- ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะการอั้นไว้เปิดโอกาสให้แบคทีเรียแบ่งตัวได้ดีขึ้น
- รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง
การสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเองอยู่เสมอ ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากพบว่าสีปัสสาวะเปลี่ยนไปแปลกตาและมีอาการผิดปกติร่วมด้วย การรีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ คือทางออกที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัยให้สุขภาพของเรา