ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนมาปรึกษาด้วยอาการปวดตาข้างเดียวอย่างรุนแรง พร้อมกับตามัวลง มองเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ และบางคนถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียนจนคิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือไมเกรน แต่พอมาตรวจดูจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นโรคต้อหินมุมปิดปฐมภูมิ ซึ่งเป็นภาวะที่เฉียบพลันและต้องได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน
ต้อหินมุมปิดปฐมภูมิคืออะไร และทำไมถึงอันตรายจนทำให้ตาบอดได้?
เวลาที่เราพูดถึงโรคตา หลายคนมักจะนึกถึงต้อกระจกที่รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ แต่สำหรับต้อหินนั้นน่ากลัวกว่ามากเพราะมันมักไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า สำหรับ โรคต้อหินมุมปิดปฐมภูมิ นั้น เกิดจากความผิดปกติทางกายวิภาคของลูกตาที่มีขนาดเล็กหรือสั้นกว่าปกติ ทำให้ช่องระบายน้ำในลูกตาแคบลงจนถูกปิดกั้น
เมื่อน้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ ความดันภายในลูกตาจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนลูกโป่งที่ถูกอัดลมเข้าไปจนแน่น แรงดันนี้เองไปกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้เส้นประสาทเสียหายทีละน้อยจนสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาภายในไม่กี่วัน อาจทำให้ตาบอดสนิทได้เลย
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้?
โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนครับ แต่มักจะพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีลักษณะทางกายภาพของดวงตาเฉพาะตัว ดังนี้:
- ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป: เพราะโครงสร้างดวงตาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามวัย
- คนสายตายาว: เนื่องจากกระบอกตามักจะมีขนาดสั้นกว่าปกติ ทำให้พื้นที่ภายในลูกตาน้อย ช่องระบายน้ำจึงแคบโดยกำเนิด
- ชาวเอเชีย: สถิติพบว่าคนเอเชียมีโอกาสเป็นต้อหินมุมปิดมากกว่าคนผิวขาว
- ผู้หญิง: พบอัตราการเกิดโรคนี้ในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด
- คนที่มีประวัติครอบครัว: ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องเคยเป็นโรคนี้ ความเสี่ยงของเราจะสูงขึ้นตามไปด้วย
สังเกตอาการเตือน: แบบไหนที่เรียกว่าวิกฤตต้อหินเฉียบพลัน?
ความน่ากลัวของต้อหินมุมปิดปฐมภูมิคือมันมาแบบไม่ทันตั้งตัว อาการเตือนที่ต้องรีบสังเกตตัวเองมีดังนี้:
- ปวดตาและปวดศีรษะรุนแรง: มักปวดลามไปรอบเบ้าตาและขมับข้างเดียว
- ตามัวลงกะทันหัน: การมองเห็นแย่ลงอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น
- เห็นแสงสีรุ้ง: เวลาจ้องมองหลอดไฟในที่มืด จะเห็นวงแหวนสีรุ้งรอบดวงไฟ
- ตาแดงและสู้แสงไม่ได้: กระจกตาจะดูขุ่นมัวเล็กน้อย
- คลื่นไส้ อาเจียน: อาการนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร จนมารู้ทีหลังว่าเป็นโรคตา
วิธีการตรวจวินิจฉัยของจักษุแพทย์
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการดังกล่าว แพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดเพื่อยืนยันโรค เริ่มจากการวัดความดันตา ตรวจดูมุมระบายน้ำในตาด้วยเลนส์พิเศษ และตรวจขั้วประสาทตาเพื่อประเมินความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการตรวจวัดสายตาและการมองเห็นร่วมด้วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละราย
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจากภาวะตาบอด
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการลดความดันในลูกตาให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม
- การใช้ยาหยอดตาและยารับประทาน: แพทย์จะให้ยาเพื่อลดการสร้างน้ำในตาและช่วยเปิดช่องระบายน้ำ
- การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Peripheral Iridotomy - LPI): เป็นวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์เจาะรูเล็กๆ ที่ม่านตา เพื่อสร้างทางเดินให้น้ำในตาสามารถไหล 0ออกได้สะดวกขึ้น ลดโอกาสเกิดภาวะต้อหินเฉียบพลันซ้ำ
- การผ่าตัด: ในรายที่ใช้ยาและเลเซอร์ไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อสร้างทางระบายน้ำใหม่
สุดท้ายนี้ หากใครที่มีอายุเกิน 40 ปี หรือมีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ควรได้รับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง และการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาการมองเห็นของเราไว้ได้นานที่สุด