ทำไมช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตถึงทำให้ใครหลายคนทรุดลงได้ขนาดนี้?
หลายครั้งในชีวิตคนเราต้องเจอเรื่องที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายงาน การเลิกรากับคนรัก การสูญเสียคนในครอบครัว หรือแม้แต่การย้ายถิ่นฐาน แม้ว่าบางเรื่องอาจจะดูเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ต้องเจอ แต่สำหรับบางคน การก้าวผ่านช่วงเวลานั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เวลาที่นั่งตรวจคนไข้ในห้องตรวจ ผมมักจะได้ยินคำพูดทำทำนองว่า รู้สึกเหมือนตัวเองพังทลายลงเรื่อยๆ ทั้งที่พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็งแล้ว อาการเหล่านี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันมีชื่อเรียกทางการแพทย์ชัดเจนว่า ความผิดปกติของการปรับตัว หรือ Adjustment Disorder ซึ่งเป็นภาวะที่จิตใจสะดุดและยังหาจังหวะก้าวต่อไปไม่ได้
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเรากำลังเผชิญกับความผิดปกติของการปรับตัว
อาการของภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นภายในสามเดือนหลังจากที่ชีวิตต้องเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจหรือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยความรุนแรงของมันจะมากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับมือไหว ลองสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวดูว่ามีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่
อาการทางอารมณ์และจิตใจที่สังเกตได้ชัด
- รู้สึกเศร้าหมอง ร้องไห้ง่ายอย่างไร้สาเหตุ หรือมีความรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคต
- ความวิตกกังวลพุ่งสูงตลอดเวลา รู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนมีเรื่องร้ายจะเกิดขึ้น
- สูญเสียความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำ ไม่อยากเจอใคร อยากเก็บตัวเงียบๆ คนเดียว
- รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองในเรื่องที่เกิดขึ้น
ผลกระทบที่เริ่มลามไปถึงร่างกายและการใช้ชีวิตประจำวัน
- นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นมากลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้
- ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนเพลียตลอดเวลา หรือปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่มีโรคทางกาย
- สมาธิสั้นลง ความจำแย่ลง ทำงานหรือเรียนหนังสือได้ไม่ดีเหมือนเก่า
- ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเริ่มมีปัญหา หงุดหงิดง่ายและเหวี่ยงใส่คนใกล้ตัว
ความแตกต่างระหว่างความเครียดทั่วไปกับความผิดปกติของการปรับตัว
ใครๆ ก็เครียดได้เป็นธรรมดาเวลาเจอเรื่องแย่ๆ แต่ความต่างอยู่ตรงที่ว่า คนทั่วไปที่มีความเครียด เมื่อเวลาผ่านไปหรือหาทางออกได้ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
แต่สำหรับคนที่เป็น ความผิดปกติของการปรับตัว ความเครียดนั้นกลับฝังรากลึกและขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน การเรียน หรือการเข้าสังคม อาการเหล่านี้ลากยาวและสร้างความทุกข์ทรมานใจอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกว่าชีวิตติดหล่มและก้าวเดินต่อไปไม่ได้ด้วยตัวเอง
วิธีรักษาและการเยียวยาจิตใจให้กลับมาเข้มแข็ง
ข่าวดีคือภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ และส่วนใหญ่เป็นการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาเลยด้วยซ้ำ เป้าหมายหลักไม่ใช่การลบเหตุการณ์ร้ายๆ ออกไปจากชีวิต แต่เป็นการช่วยให้เราเรียนรู้วิธีรับมือและปรับมุมมองใหม่
การพูดคุยบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญ
การทำจิตบำบัด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการพูดคุยเพื่อปรับความคิดและพฤติกรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา หมอหรือนักจิตวิทยาจะช่วยรับฟังอย่างเข้าใจ ปลดล็อกปมในใจ และช่วยออกแบบวิธีจัดการกับความเครียดที่เหมาะกับตัวเราเอง
การดูแลตัวเองเบื้องต้นระหว่างเผชิญมรสุมชีวิต
- พยายามรักษาเวลาตื่นและนอนให้เป็นเวลาเดิม เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อน
- กินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มมึนเมามักจะซ้ำเติมให้อาการแย่ลง
- อนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกเสียใจได้ แต่อย่าจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกนั้นนานเกินไป
- เปิดใจพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ระบายความอึดอัดออกมาบ้าง ดีกว่าเก็บไว้แบกคนเดียว
เมื่อไหร่ถึงควรตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ
ถ้าคุณรู้สึกว่าความทุกข์ครั้งนี้เริ่มเกินกำลังที่จะแบกรับไว้เอง อาการนอนไม่หลับหรือความเศร้ากินเวลานานเกินสองสัปดาห์ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์รอบตัว นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ควรไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาแล้ว
การเดินเข้าห้องตรวจเพื่อปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือการแสดงความกล้าหาญที่สุดยอดในการปกป้องตัวเอง ชีวิตคนเราย่อมมีช่วงเวลาที่สะดุดล้มเป็นธรรมดา การมีคนช่วยดึงมือให้ลุกขึ้นยืนใหม่อย่างถูกวิธี จะช่วยให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงกว่าเดิมแน่นอน