ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกเหมือนโลกถล่ม

เวลาที่ชีวิตคนเราต้องเจอเรื่องเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียงาน การหย่าร้าง การย้ายถิ่นฐาน หรือแม้แต่การเริ่มต้นเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย หลายคนมักบอกตัวเองว่าเดี๋ยวก็คงชินไปเอง แต่ในความเป็นจริง สมองและจิตใจของเราไม่ได้มีความยืดหยุ่นที่จะรับมือกับทุกแรงกระแทกได้ทันทีเสมอไป เมื่อความเครียดสะสมจนเกินกว่าจะรับไหว ร่างกายและจิตใจจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมา ซึ่งภาวะนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่าความผิดปกติของการปรับตัว

ความผิดปกติของการปรับตัวคืออะไร และต่างจากความเครียดทั่วไปอย่างไร

หลายคนมักสงสัยว่าอาการแบบนี้ต่างจากความเครียดธรรมดาอย่างไร ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน หากเป็นความเครียดทั่วไป เราอาจจะกังวล นอนไม่หลับสักสองสามวันแล้วก็ดีขึ้น แต่สำหรับภาวะความผิดปกติของการปรับตัว แรงกดดันจากเหตุการณ์ชีวิตจะเข้าไปรบกวนการทำงาน การเรียน หรือการเข้าสังคมอย่างชัดเจน โดยอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นภายในสามเดือนหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ

สัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจที่กำลังบอกว่ารับไม่ไหว

เมื่อใจเริ่มแบกรับไม่ไหว ร่างกายมักจะแสดงอาการฟ้องออกมาก่อนเสมอ บางคนอาจมาด้วยอาการทางกายที่หาสาเหตุทางกายภาพไม่เจอ เช่น แน่นหน้าอก ใจสั่น ปวดหัวเรื้อรัง หรือระบบย่อยอาหารรวนไปหมด ในขณะที่บางคนจะมีอาการทางด้านอารมณ์ที่เด่นชัดมาก

  • รู้สึกเศร้าหมองและหมดพลัง: ร้องไห้ง่ายอย่างไร้สาเหตุ รู้สึกสิ้นหวังกับอนาคต
  • วิตกกังวลตลอดเวลา: ตื่นตระหนก หงุดหงิดง่าย หรือโกรธกับเรื่องเล็กน้อย
  • แยกตัวออกจากสังคม: ไม่อยากเจอหน้าใคร อยากเก็บตัวเงียบๆ คนเดียว
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง: ไม่มีสมาธิ สมองตื้อ คิดงานไม่ออก

ทำไมบางคนถึงรับมือกับเรื่องแย่ๆ ได้ยากกว่าคนอื่น

ไม่มีใครอยากอ่อนแอ แต่สภาพจิตใจของคนเรามีต้นทุนไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้บางคนเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของการปรับตัวมากกว่าคนอื่น ได้แก่ พื้นฐานทางอารมณ์ที่เป็นคนคิดมากหรือมีความเปราะบางสูง การเคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจในอดีต หรือการขาดระบบสนับสนุนที่ดี เช่น ไม่มีเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวคอยรับฟังในวันที่เราล้ม

วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูหัวใจให้กลับมาเข้มแข็ง

ข่าวดีคือภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้และไม่ใช่โรคจิตเวชที่รุนแรง การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับปัญหา (Psychotherapy) ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะจะช่วยให้เรามองเห็นสถานการณ์ด้วยมุมมองใหม่ และฝึกทักษะการจัดการกับความเครียดที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การปรับกิจวัตรประจำวัน การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเบาๆ ก็ช่วยหลั่งสารความสุขออกมาเยียวยาจิตใจได้เช่นกัน

เมื่อไหร่ควรพาตัวเองไปพบแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ

ถ้าอาการเศร้าหรือความวิตกกังวลเริ่มกินเวลานานเกินกว่าหกเดือนหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไป หรือหากมีความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่าคุณควรลุกขึ้นมาหาหมอ การมาพบแพทย์ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนอ่อนแอ แต่เป็นการแสดงความกล้าหาญที่จะดูแลตัวเองในวันที่โลกใจร้ายกับคุณเกินไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down