ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์เดินชนขอบประตู ลื่นล้มในห้องน้ำ หรือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ศีรษะกระแทก แม้ในตอนแรกจะรู้สึกแค่หัวโนหรือเจ็บแปลบปลาบจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบาดเจ็บที่สมองจากการกระทบกระแทก อาจซ่อนความอันตรายไว้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังอุบัติเหตุ แต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในเวลาต่อมา

เกิดอะไรขึ้นในสมองเมื่อศีรษะโดนกระแทก?

หากจินตนาการภาพตาม สมองของเรามีลักษณะนุ่มคล้ายเต้าหู้ที่ลอยอยู่ในน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง โดยมีกะโหลกศีรษะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันภายนอกที่แข็งแกร่ง เมื่อเกิดการชนหรือแรงกระแทกอย่างกะทันหัน สมองที่ลอยอยู่ข้างในจะเคลื่อนที่ไปชนกับผนังแข็งๆ ของกะโหลกศีรษะอย่างรุนแรง หรือเกิดการหมุนคว้างภายใน

แรงเหวี่ยงนี้ส่งผลให้เส้นใยประสาทเกิดการยืดขยายหรือฉีกขาดในระดับเนื้อเยื่อ และทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลไปชั่วขณะ ภาวะนี้เรียกว่าสมองกระทบกระเทือน (Concussion) ซึ่งแม้จะไม่พบรอยเลือดออกจากการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ในระยะแรก แต่ก็ส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างแน่นอน

อาการแบบไหนที่บอกว่าสมองกำลังส่งสัญญาณเตือน?

การบาดเจ็บที่สมองจากการกระทบกระแทกสามารถแบ่งระดับความรุนแรงตามอาการที่แสดงออก ซึ่งเราสามารถสังเกตสัญญาณเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองหรือคนใกล้ชิด

สมองกระทบกระเทือนระดับเบา: อาการที่มักถูกละเลย

  • มีอาการมึนงง สับสนชั่วขณะหลังเกิดเหตุ
  • ปวดศีรษะตื้อๆ หรือรู้สึกหนักหัว
  • คลื่นไส้ มึนศีรษะ ทรงตัวลำบาก
  • ตาพร่ามัว หรือแพ้แสงและเสียงดัง
  • จำเหตุการณ์ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุไม่ได้ชั่วคราว

การบาดเจ็บระดับปานกลางถึงรุนแรง: สัญญาณของการบาดเจ็บเชิงโครงสร้าง

ในกรณีที่แรงกระแทกส่งผลให้มีเลือดออกในสมอง หรือเนื้อสมองช้ำอย่างรุนแรง อาการจะแสดงออกเด่นชัดมากขึ้น เช่น หมดสติไปนานหลายนาที สับสนอย่างรุนแรง พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการชาและอ่อนแรงตามร่างกาย

ช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ: วิธีสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ระยะเวลาสองวันแรกหลังเกิดอุบัติเหตุถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะเลือดที่ออกในสมองอาจจะค่อยๆ ซึมและสะสมจนไปกดทับเนื้อสมองในภายหลัง การดูแลผู้ป่วยในระยะนี้จึงต้องทำอย่างเคร่งครัด

  • ประเมินความรู้สึกตัวเป็นระยะ: ควรชวนผู้ป่วยพูดคุยบ่อยๆ เพื่อทดสอบว่ายังรู้เรื่องดีไหม โดยถามคำถามง่ายๆ เช่น วันนี้วันอะไร ตอนนี้อยู่ที่ไหน หรือคนตรงหน้าคือใคร
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ให้ผู้ป่วยนอนพักในห้องที่สงบและเงียบหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดหรือเพ่งสายตา
  • งดกิจกรรมกระตุ้นสมอง: การเล่นเกม ดูโทรทัศน์ หรือจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือจะทำให้สมองที่กำลังบาดเจ็บทำงานหนักขึ้นและฟื้นตัวช้าลง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

หากผู้ป่วยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ภายใน 48 ชั่วโมงแรก อย่ารีรอที่จะส่งตัวไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะที่อันตรายถึงชีวิต

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กินยาแก้ปวดแล้วไม่ทุเลา
  • อาเจียนพุ่ง หรือคลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้งผิดปกติ
  • ง่วงซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติไป
  • รูม่านตาทั้งสองข้างกว้างไม่เท่ากัน
  • มีน้ำใสๆ หรือเลือดไหลออกจากหูหรือจมูก
  • แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง ทรงตัวไม่ได้ หรือเดินเซ
  • มีอาการชักเกร็ง หรือกระตุกตามร่างกาย

แนวทางดูแลตัวเองเพื่อช่วยให้สมองฟื้นตัวได้เร็วที่สุด

นอกจากการเฝ้าระวังอาการแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องจะช่วยให้สมองที่บาดเจ็บฟื้นฟูกลับมาทำงานปกติได้เร็วขึ้น

อย่างแรกคือการจำกัดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายและการใช้สมอง (Physical and Cognitive Rest) ในช่วง 2-3 วันแรก จากนั้นจึงค่อยๆ กลับไปทำกิจกรรมเบาๆ เท่าที่ร่างกายไหว หากเริ่มมีอาการปวดศีรษะหรือมึนงงขึ้นมาอีก ให้หยุดพักทันที

เรื่องการใช้ยาบรรเทาอาการปวด ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอลเป็นหลัก และควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน เนื่องจากยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจทำให้เลือดออกในสมองมากขึ้นหากมีแผลฉีกขาดภายใน ที่สำคัญที่สุดคืองดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปรบกวนการทำงานและบดบังอาการทางสมอง ทำให้ประเมินอาการได้ยากขึ้น

การบาดเจ็บที่สมองจากการกระทบกระแทกไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงวันแรกๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้สมองกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down