เวลาที่เราพูดอะไรแล้วมีคนมาคอยขัด คอยเถียง หรือทำตรงกันข้ามกับที่เราขอทุกเรื่อง หลายคนคงเคยนึกโมโหและคิดว่าคนคนนั้นแค่นิสัยไม่ดีหรือตั้งใจกวนประสาท แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้และพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่มาเยอะ ผมอยากชวนมามองลึกกว่าความหงุดหงิดนั้น เพราะบางครั้งพฤติกรรมดื้อรั้นสุดขั้วอาจไม่ใช่แค่ความเอาแต่ใจ แต่เป็นสัญญาณของโรคปฏิเสธและต่อต้านคำสั่งที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้อง
ลูกดื้อธรรมดากับโรคปฏิเสธและต่อต้านคำสั่ง ต่างกันตรงไหน
เด็กทุกคนมีความดื้อเป็นธรรมดาตามวัย ยิ่งช่วงวัยทองสองขวบหรือวัยรุ่น ย่อมมีช่วงที่อยากลองของและทดสอบขอบเขตของผู้ใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าความดื้อนั้นมันล้ำเส้นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห ชอบโทษคนอื่น จงใจยั่วโมโหผู้ใหญ่ และที่สำคัญคือมีพฤติกรรมแบบนี้ต่อเนื่องยาวนานจนกระทบกับการเรียน การใช้ชีวิต หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว แบบนี้เริ่มไม่ใช่ความดื้อปกติแล้วครับ แต่อาจเข้าข่ายภาวะ ODD หรือ Oppositional Defiant Disorder ที่เรากำลังคุยกัน
หน้าตาของพฤติกรรมต่อต้าน ที่หมอเจอประจำในห้องตรวจ
อาการของภาวะนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่มันสร้างความปวดหัวให้คนรอบข้างได้ทุกวัน พฤติกรรมหลักๆ ที่สังเกตได้ชัดเจนมักจะมีดังนี้
- อารมณ์เสียง่ายและหงุดหงิดตลอดเวลา: แค่สะกิดนิดเดียวก็พร้อมระเบิด หรือหงุดหงิดใส่เรื่องไม่เป็นเรื่องได้ง่ายๆ
- ชอบเถียงและขัดคำสั่งผู้มีอำนาจ: ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คุณครู หรือผู้ใหญ่คนไหน ก็มักจะมีข้อโต้แย้งตลอดเวลา ไม่ยอมทำตามง่ายๆ
- จงใจสร้างความน่ารำคาญ: ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คนอื่นโมโห หรือทำผิดกฎแบบตั้งใจเพื่อลองใจ
- ชอบโทษคนอื่น: เวลาทำผิดหรือทำเรื่องแย่ๆ ไม่เคยยอมรับผิด มักจะโยนความผิดให้พี่น้อง เพื่อน หรือคนรอบข้างเสมอ
ทำไมเขาถึงกลายเป็นคนแบบนี้ เกิดจากอะไรกันแน่
จนถึงตอนนี้ วงการแพทย์ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง แต่เราพบว่ามันเป็นเรื่องของการผสมผสานหลายๆ ปัจจัย ทั้งเรื่องของพื้น ฐานอารมณ์เด็กตั้งแต่เกิด สารเคมีบางตัวในสมองที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น การเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไป การใช้อารมณ์ความรุนแรงในบ้าน หรือมีความเครียดสะสม เด็กบางคนที่มีโรคสมาธิสั้นร่วมด้วย ก็มีโอกาสพบภาวะต่อต้านคำสั่งนี้พ่วงมาด้วยค่อนข้างสูง
วิธีรับมือและปรับพฤติกรรม เมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้
การจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่อยู่ในภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความใจเย็นระดับเทพและความสม่ำเสมอเป็นหลัก แนวทางที่ผมมักจะแนะนำคนในครอบครัวเสมอมีดังนี้ครับ
ตั้งกติกาให้ชัดเจนและมีขอบเขตที่ไม่ยืดหยุ่นเกินไป
บ้านต้องมีกฎระเบียบที่แน่นอน แต่ต้องไม่จุกจิกจนเกินไป ให้เลือกเฉพาะเรื่องที่สำคัญจริงๆ และต้องบอกให้ชัดเจนว่าทำได้หรือไม่ได้ เพราะอะไร ถ้าทำผิดจะมีผลอย่างไร แล้วต้องทำตามนั้นจริงๆ ทุกครั้ง ไม่มีการผ่อนผันตามอารมณ์ของผู้ใหญ่
ชมให้ถูกจังหวะเมื่อเขาทำตัวดี
เรามักจะไปสนใจตอนที่เขาดื้อหรือทำผิด จนลืมมองเวลาที่เขาทำตัวดี คำชมเล็กๆ น้อยๆ หรือการให้กำลังใจเมื่อเขาควบคุมอารมณ์ได้ จะช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้เขาอยากทำดีซ้ำอีก
หลีกเลี่ยงการปะทะด้วยอารมณ์
เวลาที่เขากำลังโมโหและพยายามชวนทะเลาะ การที่เราตะคอกกลับหรือใช้กำลังจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ทางที่ดีคือรักษาสติให้มั่น นิ่งเข้าไว้ รอให้อารมณ์เย็นลงทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยมาคุยกันด้วยเหตุผล
เมื่อไหร่ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าลองปรับวิธีสื่อสารที่บ้านแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นแถมยังแย่ลงเรื่อยๆ จนเด็กเริ่มมีปัญหาที่โรงเรียน เข้าสังคมกับเพื่อนไม่ได้ หรือเริ่มทำร้ายตัวเองและคนอื่น การพามาพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพจิตใจถือเป็นทางออกที่ถูกต้องครับ การได้รับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาที่ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม จิตบำบัด หรือการดูแลรักษาโรคอื่นๆ ที่อาจซ่อนอยู่ จะช่วยดึงเขากลับมาจากความขัดแย้งในใจ และช่วยให้ครอบครัวกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง