ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกเหนื่อยใจไม่น้อย กับการที่ลูกน้อยหรือลูกวัยรุ่นที่เคยน่ารัก กลisมาเป็นคนหงุดหงิดง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พูดด้วยไม่ค่อยได้ เดี๋ยวก็ประชดประชัน หรือบางทีก็ร้องไห้ออกมาอย่างไร้สาเหตุ จนเราอดคิดไม่ได้ว่านี่ลูกกำลังต่อต้านเรา หรือกำลังเผชิญกับภาวะอารมณ์แปรปรวนในเด็กและวัยรุ่นกันแน่
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มนี้บ่อยๆ อยากบอกให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจก่อนว่า อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และลูกไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าวใส่เราเสมอไป แต่มันคือช่วงเวลาที่สมองและฮอร์โมนของเขากำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจกลไกเบื้องหลัง เราจะรับมือกับลูกได้ง่ายขึ้นมาก
สมองวัยรุ่นกำลังสร้างใหม่ ลูกเลยคุมอารมณ์ตัวเองยาก
เวลาที่เราเห็นเด็กๆ ระเบิดอารมณ์ใส่ หลายคนมักจะคิดว่าเด็กเอาแต่ใจ แต่ในความจริงแล้ว ทางการแพทย์พบว่าสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เรื่องการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ และการคิดวิเคราะห์ ยังเติบโตไม่เต็มที่ในวัยนี้ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกตื่นเต้นทำงานอย่างเต็มที่แล้ว
เปรียบเสมือนรถที่มีเครื่องยนต์แรง แต่เบรกยังทำงานได้ไม่ดีนัก พอบวกกับฮอร์โมนในร่างกายที่พลุ่งพล่านช่วงเข้าสู่วัยรุ่น จึงทำให้เด็กๆ ควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ยากขึ้น หงุดหงิดง่าย และเปลี่ยนอารมณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างรวดเร็ว
พฤติกรรมแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเครียด ไม่ใช่แค่ดื้อ
เด็กที่กำลังเผชิญกับอารมณ์แปรปรวน มักจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่เราสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวัน หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบสัญญาณเหล่านี้บ่อยครั้งและเป็นต่อเนื่องกันนาน ก็ควรเริ่มหันมาใส่ใจอย่างใกล้ชิด
- หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เรื่องนิดเดียวก็ระเบิดอารมณ์ใส่
- แยกตัวออกจากครอบครัว ไม่ยอมคุยด้วย ขังตัวเองอยู่ในห้อง
- ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่อยากไปโรงเรียน
- พฤติกรรมการกินและการนอนเปลี่ยนไปมาก นอนไม่หลับหรือนอนตื่นสายเกินไป
- บ่นปวดหัว ปวดท้องบ่อยๆ โดยที่ตรวจไม่พบโรคทางกาย
เมื่อไหร่ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ เริ่มไม่ใช่เรื่องปกติ
การที่วัยรุ่นอารมณ์ร้อนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าอาการเริ่มกระทบกับชีวิตประจำวัน เช่น ลูกไม่สามารถไปเรียนได้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลงอย่างมาก หรือมีการทำร้ายตัวเอง ขว้างปาข้าวของอย่างรุนแรง นั่นแปลว่าความเครียดหรือภาวะอารมณ์นั้นเกินกว่าที่เด็กจะรับมือไหวเองแล้ว
ในจุดนี้ การปล่อยให้เวลาผ่านไปอาจทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง
วิธีรับมือและเยียวยาใจลูก เมื่อบ้านไม่ใช่สนามรบ
การเข้าไปปะทะหรือใช้อำนาจจัดการกับเด็กที่กำลังอารมณ์แปรปรวน มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง สิ่งที่เราทำได้ในฐานะคนใกล้ชิดคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ระบาย
รับฟังให้มากกว่าสั่งสอน
บางครั้งลูกไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือคำตำหนิ เขาแค่อยากให้มีคนรับฟังความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน การที่เราตั้งใจฟังเงียบๆ โดยไม่รีบแทรกแซง จะช่วยลดความเกร็งและทำให้ลูกกล้าเปิดใจมากขึ้น
แยกตัวตนออกจากพฤติกรรม
เวลาลูกเหวี่ยงใส่ ให้จำไว้ว่าเขากกำลังมีปัญหา ไม่ได้แปลว่าเขาเกลียดเรา การตั้งสติและไม่โกรธตอบ จะช่วยให้สถานการณ์เย็นลงได้เร็วขึ้น
ชวนกันขยับร่างกายและนอนให้พอ
การออกกำลังกายช่วยหลั่งสารแห่งความสุขและลดฮอร์โมนความเครียดได้ดีเยี่ยม รวมถึงการจัดเวลานอนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเด็กๆ
อาการแบบไหนที่ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทันที
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับวิธีพูดคุยแล้ว แต่อาการของลูกยังแย่ลงเรื่อยๆ หรือมีสัญญาณอันตรายที่ชัดเจน เช่น พูดจาทำนองอยากหายตัวไป ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือมีการทำร้ายตัวเอง อย่าลังเลที่จะพามาปรึกษาแพทย์
การพามาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการช่วยให้ลูกได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เขากลับมามีความสุขและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทางจิตใจต่อไป