หลายคนอาจเคยได้ยินว่าโรคงูสวัดมักจะขึ้นตามลำตัว เอว หรือแผ่นหลัง แต่ในความจริงแล้ว หมอมักจะเจอคนไข้จำนวนไม่น้อยเลยที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือโหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง ในช่วงแรกหลายคนคิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้ผิวหนัง ปวดหัวข้างเดียว หรือแมลงสัตว์กัดต่อย จนกระทั่งเริ่มมีตุ่มน้ำใสพุพองขึ้นมา พร้อมกับอาการตาแดง ปวดตา และกลัวแสง
การที่โรคงูสวัดลุกลามมาที่ดวงตา เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพราะ งูสวัดขึ้นตาและภาวะแทรกซ้อนทางสายตาที่ตามมานั้น อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้ดวงตาเสื่อมสภาพหรือสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากรักษาไม่ทันเวลา
ทำไมโรคงูสวัดถึงลามมาที่ตาได้? รู้จักเชื้อไวรัสซ่อนแอบในเส้นประสาท
ต้นเหตุของโรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เราเป็นโรคอีสุกอีใส นั่นคือ ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้ไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างสมบูรณ์ แต่จะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ตามปมเส้นประสาทต่างๆ ในร่างกายอย่างสงบ รอวันที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคประจำตัว ไวรัสก็พร้อมจะกำเริบและเพ่นพ่านออกมาตามแนวเส้นประสาททันที
ในกรณีของงูสวัดขึ้นตา ไวรัสได้เข้าไปซ่อนตัวและเจริญเติบโตในปมเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (Trigeminal Nerve) ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะเส้นประสาทแขนงที่เลี้ยงบริเวณหน้าผาก หนังตา และลูกตา (Ophthalmic branch) เมื่อไวรัสเคลื่อนตัวออกมาตามแนวเส้นประสาทนี้ จึงทำให้เกิดผื่น ตุ่มน้ำใส และอาการอักเสบกระจายมายังบริเวณรอบดวงตาและตัวลูกตาได้โดยตรง
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม: อาการแบบไหนชี้ชัดว่าเริ่มมีงูสวัดขึ้นตา
อาการมักไม่ได้เริ่มต้นด้วยตุ่มน้ำใสเสมอไป แต่จะมีระยะเตือนภัยที่สังเกตได้ดังนี้
- อาการนำก่อนมีผื่น (1-5 วันแรก): รู้สึกปวดแปลบๆ ปวดแสบปวดร้อน หรือคันยิบๆ บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือโหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย
- ระยะมีผื่นและตุ่มน้ำใส: เริ่มเกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นตามแนวเส้นประสาท ซึ่งจะเกิดเพียงซีกใดซีกหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น ไม่ข้ามไปอีกฝั่ง
- อาการทางดวงตา: ตาแดง เคืองตาเหมือนมีเศษทรายอยู่ในตา น้ำตาไหล ตาแพ้แสงอย่างรุนแรง มองภาพไม่ชัด หรือปวดเบ้าตาอย่างหนัก
ตุ่มขึ้นที่ปลายจมูก สัญญาณอันตรายที่บอกว่าไวรัสกำลังเข้าตา
สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะเน้นย้ำให้คนไข้สังเกตเสมอคือ หากพบตุ่มน้ำใสขึ้นที่บริเวณปลายจมูกหรือข้างปีกจมูก (ทางการแพทย์เรียกว่า Hutchinson's sign) นั่นเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าเชื้อไวรัสได้เข้าสู่แขนงเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงลูกตาแล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดความผิดปกติภายในดวงตามาร่วมด้วย ต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ทันที
งูสวัดขึ้นตาและภาวะแทรกซ้อนทางสายตาที่ต้องระวัง อันตรายถึงขั้นตาบอดได้หรือไม่?
เมื่อเชื้อไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่โครงสร้างของดวงตา อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญภายในตาหลายส่วน ซึ่งนำไปสู่ งูสวัดขึ้นตาและภาวะแทรกซ้อนทางสายตาที่น่ากังวลหลายประการ ดังนี้
กระจกตาอักเสบและเป็นแผล อาการที่พบได้บ่อยที่สุด
เชื้อไวรัสสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่ชั้นผิวของกระจกตา เกิดเป็นแผลถลอก หรือเป็นแผลจุดเล็กๆ ส่งผลให้กระจกตาขุ่น มัว และหากโรคลุกลามลงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อกระจกตา อาจทำให้เกิดแผลเป็นเรื้อรังบนกระจกตา ซึ่งจะบดบังการมองเห็นอย่างถาวร
ม่านตาอักเสบและภาวะความดันตาแทรกซ้อน
การอักเสบสามารถลุกลามเข้าไปในตัวลูกตา ทำให้เกิดม่านตาอักเสบ (Uveitis) มีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดง และเมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจไปขัดขวางการระบายน้ำเลี้ยงภายในลูกตา ส่งผลให้ความดันตาพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็น ภาวะต้อหินแทรกซ้อน ซึ่งจะกดทับขั้วประสาทตาและทำให้สูญเสียสายตาได้อย่างรวดเร็ว
จอตาอักเสบและการติดเชื้อลุกลาม
ในกรณีที่ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องอย่างมาก เชื้ออาจลุกลามไปถึงส่วนหลังของลูกตา ทำให้เกิดจอตาอักเสบและเน่าเปื่อย (Acute Retinal Necrosis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยาที่อาจทำให้จอตาหลุดลอกและตาบอดได้
อาการปวดประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia)
แม้ว่าตุ่มน้ำใสบนผิวหนังจะแห้งและหายเป็นปกติแล้ว แต่คนไข้หลายรายต้องทรมานกับอาการปวดแปลบ แสบร้อน หรือเหมือนมีเข็มทิ่มแทงบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา ต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากไวรัส
นาทีทอง 72 ชั่วโมงแรก: รักษาอย่างไรให้ทันเวลาก่อนสายตาเสียหาย
การรักษาโรคงูสวัดขึ้นตา หัวใจสำคัญที่สุดคือ "ความเร็ว" หากเริ่มมีอาการและสงสัยว่าเป็นงูสวัด ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสแบบรับประทานชนิดครอบคลุมทันที โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้น
การได้รับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงทีจะช่วยหยุดการขยายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงของโรค ช่วยให้ผื่นแห้งเร็วขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสายตาและอาการปวดประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากการกินยาต้านไวรัสแล้ว จักษุแพทย์จะทำการตรวจเช็กโครงสร้างตาอย่างละเอียด อาจมีการใช้ยาหยอดตาต้านการอักเสบ ยาหยอดตาขยายรูม่านตา หรือยาหยอดลดความดันตา ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อไวรัสส่งผลกระทบถึงส่วนใดของดวงตา
วิธีดูแลตัวเองและแนวทางป้องกัน ไม่ให้โรคงูสวัดกลับมารังควาน
หากกำลังเผชิญกับโรคงูสวัดขึ้นตา หมอมีข้อแนะนำในการดูแลตัวเองง่ายๆ ดังนี้
- ห้ามแกะ แกา หรือสะกิดตุ่มน้ำเด็ดขาด: เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น
- รักษาความสะอาด: ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อเช็ดทำความสะอาดบริเวณผื่นรอบตาอย่างเบามือ
- หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์: งดการใส่เลนส์สัมผัสทุกชนิดจนกว่าตาจะหายเป็นปกติ และห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด
- พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับพักผ่อน ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ภูมิคุ้มกันร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น
สำหรับแนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีด วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ลดความรุนแรงหากเกิดการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและแทนที่ไม่ได้ หากมีอาการผิดปกติ สังเกตเห็นตุ่มน้ำขึ้นบริเวณใบหน้า หรือปวดแสบร้อนรอบดวงตา อย่าลังเลที่จะมาพบแพทย์ทันที การรักษาที่รวดเร็วคือเกราะคุ้มกันสายตาที่ดีที่สุด