อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบ แปลกๆ บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือโหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง ผ่านไปไม่กี่วันก็เริ่มมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นตามมา พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อนจนนอนไม่หลับ หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่โรคผิวหนังทั่วไป แต่หากตุ่มน้ำเหล่านี้เกิดขึ้นบริเวณใกล้ดวงตา นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะงูสวัดขึ้นตาซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
งูสวัดขึ้นตาไม่ใช่แค่เรื่องของผื่นบนผิวหนัง แต่เป็นภาวะที่ไวรัสลุกลามเข้าสู่เส้นประสาทรับความรู้สึกที่เลี้ยงดวงตาโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำลายการมองเห็นได้อย่างถาวร
ทำไมไวรัสงูสวัดถึงลุกลามเข้าตาได้?
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส (Varicella Zoster Virus) เมื่อเราเคยเป็นโรคอีสุกอีใสและหายดีแล้ว เชื้อไวรัสนี้ไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างสมบูรณ์ แต่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี
เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอลง ภูมิคุ้มกันตก เครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีอายุมากขึ้น ไวรัสที่เคยสงบจะตื่นขึ้นมาหลั่งสารอักเสบและเจริญเติบโตตามแนวเส้นประสาท โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 แขนงที่ 1 เป็นเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณหน้าผาก หนังตา และลูกตา เมื่อไวรัสกระจายมาตามเส้นประสาทเส้นนี้ จึงทำให้เกิดโรคงูสวัดขึ้นที่ดวงตาและบริเวณรอบๆ
สังเกตสัญญาณเตือนแรกๆ ก่อนผื่นตุ่มน้ำจะขึ้น
อาการของงูสวัดขึ้นตามักมีลำดับขั้นตอนชัดเจน หากสังเกตตัวเองทันจะช่วยให้ได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น
- อาการนำก่อนมีผื่น (1-5 วันแรก): รู้สึกคัน ยิบๆ ปวดตึง ปวดแปลบ หรือแสบร้อนบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หรือศีรษะซีกใดซีกหนึ่ง บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย
- เริ่มมีผื่นและตุ่มน้ำ: มีผื่นแดงขึ้นตามแนวเส้นประสาทซีกเดียวของใบหน้า จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสคล้ายหยดน้ำ และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตุ่มหนองก่อนจะตกสะเก็ด
- ตุ่มน้ำที่ปลายจมูก (Hutchinson's sign): หากมีตุ่มน้ำขึ้นที่ปลายจมูกหรือข้างสันจมูก ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญมากทางการแพทย์ เพราะเป็นเส้นประสาทแขนงเดียวกับที่ไปเลี้ยงลูกตา แสดงว่ามีโอกาสสูงมากที่ไวรัสจะเข้าไปในดวงตาแล้ว
งูสวัดขึ้นตาและภาวะแทรกซ้อนทางสายตา ที่อาจส่งผลเสียต่อการมองเห็นระยะยาว
เมื่อไวรัสหรือการอักเสบลุกลามเข้าไปในโครงสร้างของดวงตา สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ชั้นนอกสุดไปจนถึงประสาทตาด้านในสุด
1. กระจกตาอักเสบและเกิดแผลเรื้อรัง
กระจกตาเป็นส่วนหน้าสุดของตาที่ทำหน้าที่รับแสง เมื่อเกิดการอักเสบจะทำให้ตาแดง เคืองตา แพ้แสง น้ำตาไหล และตาพร่ามัว หากไวรัสทำลายชั้นกระจกตาจนเกิดแผล อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นฝ้าขาว ซึ่งขัดขวางการมองเห็น หรือในรายที่รุนแรงอาจเกิดแผลติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนกระจกตาทะลุได้
2. ม่านตาอักเสบและความดันตาพุ่งสูง
การอักเสบที่ลึกเข้ามาในช่องหน้าลูกตาจะทำให้ม่านตาอักเสบ (Uveitis) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดลึกๆ ในเต้าตา ตาแดงอย่างเห็นได้ชัด และสู้แสงไม่ได้เลย ผลตามมาคือระบบการระบายน้ำเลี้ยงในตาอาจอุดตัน ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นโรคหินปูนชั่วคราวหรือเรื้อรัง ซึ่งทำลายเส้นประสาทตาโดยตรง
3. ประสาทตาอักเสบและจอตาอักเสบ
แม้จะพบได้น้อยกว่า แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด หากเชื้อไวรัสลุกลามไปยังจอตาหรือเส้นประสาทตา จะทำให้ประสาทตาอักเสบ จอตาหลุดลอก หรือเนื้อเยื่อจอตาตายส่งผลให้การมองเห็นมืดดับลงอย่างรวดเร็วและเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร
4. อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังหลังผื่นหาย
แม้ผื่นและตุ่มน้ำบนผิวหนังจะแห้งตกสะเก็ดไปแล้ว แต่ผู้ป่วยหลายคนยังต้องเผชิญกับอาการปวดแปลบ ปวดแสบร้อน หรือรู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มแทงบริเวณรอบดวงตาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากการอักเสบ
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบหมอตาโดยด่วนที่สุด?
หากมีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าส่วนบน หน้าผาก หรือรอบดวงตา พร้อมกับมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กโครงสร้างภายในดวงตา
- การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป เช่น ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือเห็นภาพไม่ชัดเหมือนเดิม
- ตาแดงจัด รู้สึกปวดลึกๆ ในเต้าตา ไม่ใช่แค่เจ็บแสบที่ผิวหนัง
- แพ้แสงอย่างรุนแรง ไม่สามารถสู้แสงไฟหรือแสงแดดได้
- รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาตลอดเวลา
- มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่บริเวณปลายจมูกหรือข้างสันจมูก
วิธีรักษาและการดูแลตัวเอง ไม่ให้เสี่ยงตาบอด
การรักษาโรคงูสวัดขึ้นตาต้องทำงานร่วมกันระหว่างการควบคุมเชื้อไวรัสและการลดการอักเสบภายในดวงตา
1. นาทีทองของการกินยาต้านไวรัส
การได้รับยาต้านไวรัสชนิดรับประทานอย่างรวดเร็ว **ภายใน 72 ชั่วโมงแรก** หลังเริ่มมีผื่นขึ้น คือหัวใจสำคัญที่สุด ยาต้านไวรัสจะช่วยยับยั้งการขยายพันธุ์ของเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค ช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสายตาได้อย่างมีนัยสำคัญ
2. การใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธีภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์
หากมีการอักเสบในลูกตา จักษุแพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ ยาลดความดันตา หรือยาหยอดตาต้านไวรัส **ข้อควรระวังคือ ห้ามซื้อยาหยอดตาสเตียรอยด์มาใช้เองเด็ดขาด** เพราะหากใช้ในขณะที่มีแผลติดเชื้อที่กระจกตา อาจทำให้แผลลุกลามจนตาบอดได้
3. การดูแลแผลและผื่นรอบดวงตา
ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อเช็ดทำความสะอาดผื่นอย่างเบามือ ห้ามแกะ เกา หรือสะกิดตุ่มน้ำให้แตกเองโดยเด็ดขาด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายเข้าตาได้ง่ายขึ้น
การป้องกันงูสวัดขึ้นตาในผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง
เนื่องจากงูสวัดขึ้นตามักเกิดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ การป้องกันที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการรับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
วัคซีนงูสวัดชนิดใหม่ (Recombinant Zoster Vaccine) มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรคงูสวัด และหากเกิดโรคขึ้น ก็สามารถลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสายตา รวมถึงลดโอกาสเกิดอาการปวดประสาทเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากสงสัยว่าตนเองหรือคนในครอบครัวเริ่มมีสัญญาณของงูสวัดบริเวณใบหน้า อย่ารอให้ผื่นลามเข้าตา การเข้าพบแพทย์เพื่อเริ่มยาต้านไวรัสให้เร็วที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุดในการปกป้องดวงตาและการมองเห็นให้อยู่กับเราไปนานๆ