เรื่องนี้คุยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอย่างที่คิด
เวลาเจอคนไข้มาปรึกษาเรื่องโรคทางเพศสัมพันธ์ในห้องตรวจ หลายคนมักจะหลบตา เสียงเบาลง และมีความกังวลฉาบอยู่บนใบหน้า ซึ่งหมอเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคจากการการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มีรสนิยมแบบไหน หรือคบกับแฟนมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม
การที่เรามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อเอาไว้ตื่นตระหนก แต่เพื่อให้เราดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างปลอดภัยต่างหาก วันนี้หมอเลยอยากชวนมาคุยกันแบบสบายๆ เหมือนพี่น้องคุยกัน ถึงเรื่องนี้ว่ามันติดกันได้อย่างไร มีโรคอะไรบ้างที่ต้องระวัง และเราจะป้องกันตัวอย่างไรดี
โรคพวกนี้ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง? ไม่ได้มีแค่เรื่องอย่างว่าอย่างเดียวนะ
หลายคนเข้าใจผิดว่า เชื้อโรคเหล่านี้จะติดต่อกันได้เฉพาะตอนที่มีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันกว้างกว่านั้นมากครับ
ช่องทางการรับเชื้อที่ต้องรู้ทัน
การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก: นี่คือช่องทางหลักเลยครับ เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านเยื่อบุอ่อนๆ ที่บอบบาง ไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น หรือผ่านสารคัดหลั่งต่างๆ
การสัมผัสแนบเนื้อหรือผิวหนังที่มีแผล: บางโรค เช่น เริม หรือหูดหงอนไก่ แค่ผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อไปสัมผัสกับแผลหรือตุ่มของอีกฝ่าย ก็สามารถติดกันได้แล้ว โดยไม่ต้องมีการสอดใส่ด้วยซ้ำ
การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน: แม้จะพบน้อย แต่โรคบางชนิดก็อาจติดต่อผ่านการใช้ของใช้บางอย่างร่วมกัน เช่น อุปกรณ์ทางเพศ (Sex Toys) ที่ไม่ได้ทำความสะอาด
หน้าตาของโรคยอดฮิตที่มีการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์มีอะไรบ้าง?
โรคในกลุ่มนี้มีหลายสิบโรคครับ แต่หมอขอหยิบเอาตัวหลักๆ ที่เจอได้บ่อยในห้องตรวจมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้สังเกตตัวเองได้ง่ายขึ้น
หนองในแท้และหนองในเทียม: แสบขัด ขัดใจ
กลุ่มนี้มักมาด้วยอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ หรือมีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ (สำหรับผู้ชาย) หรือมีตกขาวผิดปกติสีเหลืองเขียว มีกลิ่นแปลกไป (สำหรับผู้หญิง) ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้เลยทีเดียวนะครับ
ซิฟิลิส: นักซ่อนตัวที่ต้องระวัง
ซิฟิลิสมีฉายาว่าเป็นนักต้มตุ๋น เพราะอาการเริ่มต้นมักจะเป็นแผลไม่เจ็บ ไม่คัน ที่อวัยวะเพศหรือช่องปาก แล้วแผลนั้นจะหายไปเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกายและค่อยๆ ทำลายอวัยวะภายในไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นรุนแรง
เอชไอวีและเอดส์: เรื่องที่ดูแลและควบคุมได้
เชื้อเอชไอวีจะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ป่วยง่าย ปัจจุบันเรามีความก้าวหน้าทางการแพทย์มาก คนที่ได้รับเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ทันทีที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ จนเชื้อในเลือดลดลงจนตรวจไม่พบ ซึ่งหมายถึงจะไม่แพร่เชื้อให้ใครต่อด้วย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาต้องมาหาหมอตรวจเช็ก?
เชื้อบางตัวไม่ได้แสดงอาการอะไรเลยในช่วงแรก แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ อย่ารอช้าครับ รีบมาพบแพทย์ดีที่สุด
มีแผล ตุ่มนูน หรือผื่น บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก โดยเฉพาะแผลที่ไม่เจ็บ
มีตกขาวที่เปลี่ยนสี มีกลิ่นแรง หรือมีเลือดออกผิดปกติทั้งที่ยังไม่ถึงรอบเดือน
ปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปวดหน่วงๆ
มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ
มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ
วิธีปกป้องตัวเองให้ห่างไกลจากความเสี่ยง
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ และวิธีเบสิกที่ได้ผลที่สุดก็ยังคงเป็นสิ่งเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย
การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่เพียงแต่ป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อม แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคได้มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจคัดกรองโรคทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำร่วมกับคู่นอน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีแสดงความรับผิดชอบต่อกันและกันที่ดีมากๆ ครับ
จำไว้นะครับว่า การใส่ใจสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องของการรักตัวเองและคนที่เรารัก ถ้ามีข้อสงสัยอะไร เดินเข้ามาปรึกษาหมอได้เสมอครับ หมอพร้อมรับฟังและให้คำแนะนำด้วยความเข้าใจแน่นอน