ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนพาเจ้าตัวเล็กมาปรึกษาหมอที่คลินิกด้วยเรื่องแปลกๆ ลูกน้อยหายใจเสียงดังเหมือนมีเสมหะในคอ จามบ่อย หรือมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากจมูกโดยที่ไม่มีไข้ หลายคนกังวลว่าลูกจะเป็นหวัดเรื้อรังหรือเปล่า แต่พอตรวจดูดีๆ แล้ว สาเหตุที่พบบ่อยในเด็กเล็กยุคนี้กลับไม่ใช่หวัดธรรมดา แต่เป็นเรื่องของโรคภูมิแพ้ต่างหากครับ
ในฐานะหมอเด็กที่เจอเคสแบบนี้ทุกวัน หมออยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกันว่า ระบบทางเดินหายใจของทารกนั้นบอบบางมาก และเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น ร่างกายของเขาก็จะแสดงอาการออกมาในรูปแบบที่ต่างจากผู้ใหญ่ เรามาลองดูวิธีสังเกตกันดีกว่าว่า อาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจที่บ่งบอกภูมิแพ้ในทารก นั้นมีอะไรบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
เสียงหายใจแปลกๆ ที่ได้ยินชัดเจน: สัญญาณแรกที่ต้องสังเกต
ทารกที่เป็นภูมิแพ้ มักจะมีอาการทางจมูกและหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือแม้แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เยื่อบุจมูกและทางเดินหายใจเกิดการอักเสบและบวมขึ้น อาการที่เรามักจะสังเกตได้บ่อยมีดังนี้ครับ
- หายใจมีเสียงคร่อกแครคล้ายคนมีเสมหะ: หลายคนเข้าใจว่าลูกเสมหะเยอะ แต่จริงๆ แล้วเกิดจากเยื่อบุจมูกบวมทำให้ลมหายใจผ่านไม่สะดวก
- หายใจแรงหรือซี่โครงบุ๋มเล็กน้อย: หากหลอดลมมีความไวและตีบตัวจากอาการแพ้ ลูกอาจจะต้องใช้แรงหายใจมากกว่าปกติ
- หายใจทางปาก: เมื่อจมูกตันจากน้ำมูกหรืออาการบวม ลูกจะเริ่มอ้าปากหายใจ โดยเฉพาะเวลานอนหลับ
อาการจาม น้ำมูกใส และคัดจมูกเรื้อรังที่ไม่ใช่แค่หวัด
ถ้าลูกน้อยมีอาการจามติดๆ กันหลายครั้งโดยเฉพาะช่วงตื่นนอนตอนเช้า หรือมีน้ำมูกใสไหลออกมาเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์โดยไม่มีไข้ร่วมด้วยเลย นั่นเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้เรานึกถึงโรคภูมิแพ้มากกว่าการติดเชื้อไวรัสทั่วไปครับ
ความต่างคือ เด็กที่เป็นหวัดมักจะมีไข้ ซึม และน้ำมูกจะเปลี่ยนจากใสเป็นสีเหลืองข้นภายในไม่กี่วัน แต่อาการจากภูมิแพ้น้ำมูกจะใสอยู่อย่างนั้น และมักจะมีอาการคันจมูกร่วมด้วย สังเกตได้จากการที่ลูกพยายามเอาหน้าไปถู1กับหมอนหรือที่นอนบ่อยๆ หรือใช้มือขยี้จมูกตลอดเวลา
อาการไอเรื้อรังตอนดึกและช่วงใกล้รุ่ง
อีกหนึ่งอาการที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตกใจตื่นกลางดึกก็คือ ลูกไอแห้งๆ ติดต่อกันหลายครั้ง อาการไอจากภูมิแพ้มักจะมีรูปแบบที่ค่อนข้างจำเพาะครับ มักจะกำเริบหนักในช่วงดึกหรือช่วงเช้ามืดที่เป็นเวลาอากาศเย็นลง
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เมื่อทารกนอนราบ สาร sécrétions หรือน้ำมูกที่ไหลลงคอ (Post-nasal drip) จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอ หรือหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นเกิดการหดเกร็งตัวเล็กน้อยในยามค่ำคืน ทำให้ลูกไอจนสะดุ้งตื่น รบกวนการนอนหลับและการเจริญเติบโตของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
ความแตกต่างระหว่างภูมิแพ้ทางเดินหายใจกับโรคหวัดในทารก
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจง่ายขึ้น หมอขอสรุปจุดสังเกตง่ายๆ ระหว่างภูมิแพ้กับหวัด เพื่อจะได้ดูแลลูกได้อย่างตรงจุดครับ
- ระยะเวลา: หหวัดมักหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ภูมิแพ้จะเป็นๆ หายๆ เรื้อรังนานเป็นเดือน เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นเดิมก็จะกลับมาอีก
- ไข้และอาการร่วม: หวัดมักมีไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอร่วมด้วย แต่ภูมิแพ้ไม่มีไข้ เด็กจะยังร่าเริงดี แต่อาจหงุดหงิดเพราะอึดอัดจมูก
- สิ่งกระตุ้น: ภูมิแพ้มักเกิดเมื่อสัมผัสฝุ่น อากาศเย็น หรือสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน แต่อาการหวัดเกิดจากการติดเชื้อจากคนรอบข้าง
วิธีดูแลเบื้องต้นและการปรับสภาพแวดล้อมให้ลูกน้อย
เมื่อเราสังเกตเห็นแล้วว่าลูกมีอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจที่บ่งบอกภูมิแพ้ สิ่งแรกที่หมอแนะนำให้ทำไม่ใช่การรีบหายามากินเองครับ แต่เป็นการจัดการกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กให้สะอาดที่สุด
เริ่มต้นจากการลดฝุ่นในห้องนอน ซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมเป่าโดนตัวโดยตรง งดการจุดธูป ฉีดน้ำหอม หรือใช้สเปรย์ปรับอากาศใกล้ตัวเด็ก และหากอาการยังไม่ดีขึ้น การพามาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด หรือพิจารณาใช้น้ำเกลือล้างจมูกเพื่อช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้น ก็จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกครับ