ลูกไม่สบายทีไร พ่อแม่ปวดหัวทุกที ทำไมโรงเรียนถึงเป็นแหล่งแพร่เชื้อชั้นดี?
เวลาเปิดเทอมทีไร สิ่งที่พ่อแม่หลายคนกังวลใจไม่แพ้เรื่องเรียนก็คือ ลูกกลับมาบ้านแล้วป่วยอีกแล้ว เดี๋ยวหวัด เดี๋ยวไข้หวัดใหญ่ หรือบางทีก็มือ เท้า ปาก ทำไมโรงเรียนถึงกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคได้ง่ายขนาดนี้ เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายมากครับ โรงเรียนคือพื้นที่ที่เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งนั่งเรียน เล่นของเล่น กินข้าวร่วมกัน และที่สำคัญคือสุขอนามัยส่วนบุคคลของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การล้างมือให้สะอาดถูกวิธีหรือการปิดปากเวลาไอจามจึงยังทำได้ไม่สม่ำเสมอ เชื้อโรคจึงส่งต่อจากเพื่อนสู่เพื่อนได้อย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง
คัดกรองตั้งแต่หน้าประตูบ้าน เช็คลิสต์ง่ายๆ ก่อนส่งลูกไปโรงเรียน
ด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการควบคุมโรคไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน แต่อยู่ที่บ้านของเรานี่เองครับ พ่อแม่คือคุณหมอคนแรกของลูก การสังเกตอาการตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากลูกมีอาการเหล่านี้ ขอให้ใจแข็งแล้วให้ลูกหยุดพักรักษาตัวที่บ้านทันที
- มีไข้สูงตัวร้อน: หากวัดอุณหภูมิแล้วเกิน 37.5 องศาเซลเซียส นี่คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ
- ไอ จาม หรือมีน้ำมูกไหล: แม้จะดูเหมือนหวัดธรรมดา แต่ก็เป็นพาหะแพร่เชื้อใส่เพื่อนในห้องเรียนได้ดี
- มีผื่นขึ้นตามตัว มือ เท้า หรือในปาก: อาการเด่นของโรคมือ เท้า ปาก ที่แพร่ระบาดได้ง่ายมากในเด็กเล็ก
- อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว: หากลูกเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ ควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคทางเดินอาหาร
มาตรการรับมือเมื่อลูกถึงโรงเรียน ห้องเรียนปลอดภัยต้องทำอย่างไรบ้าง?
เมื่อเด็กๆ ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนแล้ว บทบาทในการดูแลจึงตกเป็นของครูและบุคลากรทางการแพทย์ประจำโรงเรียน ซึ่งต้องมีการวางระบบป้องกันที่รัดกุมและเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นทาง
จัดระบบคัดกรองยามเช้าตรวจเช็กความผิดปกติก่อนเข้าห้องเรียน
โรงเรียนควรมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิและสังเกตอาการเบื้องต้นที่หน้าประตูทางเข้า หากพบเด็กที่มีอาการป่วย ครูควรพาไปห้องพยาบาลเพื่อประสานให้ผู้ปกครองมารับกลับทันที การปล่อยให้เด็กป่วยนั่งเรียนต่อในห้องแอร์ปิดทึบ เท่ากับการเปิดโอกาสให้เชื้อโรคกระจายตัวสู่เด็กคนอื่นในห้อง
ล้างมือบ่อยแค่ไหนถึงจะปลอดภัยช่วงเวลาทองของการฆ่าเชื้อ
การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือการใช้เจลแอลกอฮอล์ คือเกราะป้องกันโรคที่ทรงพลังที่สุด โรงเรียนต้องกำหนดเวลาให้เด็กๆ ล้างมืออย่างน้อย 5 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังเล่นของเล่นร่วมกัน หลังไอหรือจาม และหลังจากกลับมาจากพื้นที่สาธารณะ การฝึกให้เด็กทำจนเป็นนิสัยจะช่วยลดอัตราการป่วยลงได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
จัดการสิ่งแวดล้อมและทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมที่มักมองข้าม
เชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวสัมผัสได้นานหลายชั่วโมง การทำความสะอาดโรงเรียนจึงไม่ใช่แค่การกวาดบ้านถูพื้นแบบ ธรรมดา แต่ต้องเน้นจุดเสี่ยงที่เด็กๆ ต้องจับต้องร่วมกันบ่อยๆ
ลูกบิดประตูและราวบันไดจุดแพร่เชื้อมืออันดับต้นๆ
บริเวณที่มือเด็กๆ ต้องสัมผัสตลอดทั้งวันควรได้รับการเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงพักกลางวันและหลังเลิกเรียน
ของเล่นและอุปกรณ์การเรียนร่วมกันต้องล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ
สำหรับเด็กอนุบาล ของเล่นไม้ พลาสติก หรือตุ๊กตาผ้า คือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี โรงเรียนควรมีรอบการนำของเล่นไปล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อไหร่ที่โรงเรียนควรประกาศปิดห้องเรียนหรือหยุดเรียนชั่วคราว?
บางครั้งต่อให้ป้องกันดีแค่ไหน การระบาดของโรคบางชนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือโรคมือ เท้า ปาก ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากในห้องเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคเดียวกันมากกว่าร้อยละ 10 ของห้อง หรือพบเด็กติดเชื้อโรคร้ายแรง ทางโรงเรียนควรพิจารณามาตรการปิดห้องเรียนนั้นๆ เป็นเวลา 3 ถึง 5 วัน เพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) และตัดวงจรการแพร่ระบาดไม่ให้ลามไปยังห้องอื่น การกล้าตัดสินใจหยุดเรียนช่วงสั้นๆ ดีกว่าปล่อยให้เด็กป่วยยกห้องจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาวครับ