ช่วงนี้เวลาตรวจพัฒนาการเด็กที่คลินิก คุณพ่อคุณแม่มักจะเดินเข้ามาพร้อมกับความกังวลใจเรื่องลูกพูดช้า บางบ้านบอกว่าลูกอายุสองขวบแล้วยังพูดได้แค่คำเดี่ยวๆ บางบ้านบอกว่าฟังภาษาผู้ใหญ่รู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่ยอมเปล่งเสียงพูดออกมาเลย ความกังวลเหล่านี้ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่นอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าลูกจะมีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าตามที่อ่านเจอในอินเทอร์เน็ต
ในฐานะหมอเด็กที่เจอเคสแบบนี้ทุกวัน ผมอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ด้วยกันแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียด แต่ต้องสังเกตให้ถูกจุด เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือเจ้าตัวเล็กได้อย่างทันท่วงทีครับ
ลูกวัยไหนควรพูดอะไรได้บ้าง: เช็คลิสต์ง่ายๆ ที่บ้าน
การจะรู้ว่าลูกมีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าจริงไหม เราต้องเริ่มจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปก่อน แต่ต้องย้ำตรงนี้ก่อนนะครับว่าเด็กแต่ละคนมีจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนเดินเก่งแต่พูดช้า บางคนพูดเก่งแต่เดินช้า แต่ก็จะมีหมุดหมายสำคัญที่พอจะบอกเราได้ว่าควรเริ่มกังวลหรือยัง
ช่วงขวบปีแรก: เสียงอืออ้า รอยยิ้ม และการตอบสนอง
เด็กอายุหกเดือนควรเริ่มส่งเสียงอืออ้า เล่นน้ำลาย หันตามเสียงเรียกได้แล้ว พออายุใกล้หนึ่งขวบควรเริ่มเรียกพ่อแม่ได้บ้าง หรือทำเสียงตามที่เราสอน และที่สำคัญคือการสบตาและการสื่อสารทางอารมณ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญก่อนจะพัฒนาไปสู่คำพูด
ช่วงอายุหนึ่งถึงสองขวบ: คลังคำศัพท์เริ่มขยาย
เด็กวัยนี้ควรพูดคำที่มีความหมายได้อย่างน้อยสองถึงสามคำ เช่น หม่ำ ไป แม่ และที่สำคัญคือต้องเข้าใจคำสั่งง่ายๆ ของเราได้ เช่น หยิบบอลหน่อย หรือ ปิดประตู ถ้าลูกอายุครบสองขวบแล้วยังพูดคำเดี่ยวๆ ไม่ได้เลย หรือพูดได้น้อยกว่าสิบคำ อันนี้เริ่มเข้าข่ายต้องเฝ้าระวังแล้วครับ
ช่วงอายุสองถึงสามขวบ: เริ่มต่อประโยคสั้นๆ
เด็กอายุสองขวบครึ่งถึงสามปี ควรจะเริ่มเอาคำสองคำมาต่อกันเป็นประโยคสั้นๆ ได้ เช่น กินข้าว ไปเที่ยว และคนแปลกหน้าสามารถฟังที่น้องพูดรู้เรื่องประมาณครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ถ้าถึงวัยนี้แล้วยังพูดเป็นคำเดียวหรือพูดไม่เป็นภาษาเลย แนะนำให้พามาพบหมอเพื่อประเมินอย่างละเอียดครับ
สาเหตุแท้จริงเบื้องหลังอาการพูดช้าของเด็กๆ
เวลาเจอเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้า หมอไม่ได้มองแค่ว่าทำไมเขาไม่พูด แต่เราต้องมาหาต้นตอว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เพราะการแก้ปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุครับ
การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่ขาดการสื่อสารสองทาง
โลกยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และโทรทัศน์ เข้ามามีบทบาทเยอะมาก มีงานวิจัยชัดเจนว่าเด็กที่อยู่กับหน้าจอนานเกินไปตั้งแต่อายุน้อย จะมีโอกาสเกิดปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าสูงมาก เพราะหน้าจอเป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กรับข้อมูลฝ่ายเดียวแต่ไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ฝึกพูด หรือฝึกสบตา
การได้ยินมีความผิดปกติ
เด็กหลายคนพูดช้าเพราะได้ยินไม่ชัดเจน เช่น เป็นโรคคออักเสบเรื้อรัง มีน้ำขังในหูชั้นกลาง ทำให้เสียงที่ได้ยินอู้ รือได้ยินไม่ชัดเจน ส่งผลให้เขาเลียนแบบเสียงและพูดตามได้ไม่ถูกต้อง การตรวจการได้ยินจึงเป็นขั้นตอนแรกๆ ที่หมอมักจะทำเสมอ
พัฒนาการด้านอื่นๆ ล่าช้ากว่าวัย
บางครั้งปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มักมาพร้อมกับพัฒนาการด้านการเข้าสังคม การใช้ท่าทาง หรือความเข้าใจภาพรวมที่ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งอาจต้องตรวจคัดกรองเรื่องกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
แนวทางช่วยเหลือเมื่อลูกรักมีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้า
ข่าวดีคือ ถ้าเราตรวจพบและเริ่มกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เนิ่นๆ สมองของเด็กเล็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถพัฒนาตามทันเพื่อนๆ ได้ไม่ยากเลยครับ
ปิดหน้าจอและเพิ่มเวลาพูดคุยในชีวิตจริง
วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดและประหยัดที่สุดคือการงดหน้าจอเด็ดขาดสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ และจำกัดเวลาให้น้อยที่สุดสำหรับเด็กโต หลังจากนั้นให้ชวนลูกคุย เล่านิทาน ร้องเพลง และบรรยายสิ่งที่เรากำลังทำร่วมกัน เช่น ตอนนี้เรากำลังอาบน้ำถูสบู่ให้หอมฟุ้งเลยนะ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยกระตุ้นคลังคำศัพท์ในสมองของลูกได้ดีเยี่ยม
พาไปพบนักแก้ไขการพูดและกระตุ้นพัฒนาการ
หากปรับพฤติกรรมที่บ้านแล้วในช่วงสองถึงสามเดือนอาการยังไม่ดีขึ้น การพบผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูดจะช่วยได้มากครับ น้องจะได้ฝึกผ่านกิจกรรมและการเล่นที่สนุกสนาน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และคุณพ่อคุณแม่จะได้เทคนิคกลับไปฝึกต่อที่บ้านด้วย
สุดท้ายนี้อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อย่าเพิ่งโทษตัวเองถ้ารู้สึกว่าลูกมีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริง สังเกตอาการ และพามาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันพาเจ้าตัวเล็กก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่น and มีความสุขครับ