หลายครั้งที่หมอตรวจคนไข้ที่เพิ่งหายดีจากอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นแผลอักเสบทางผิวหนัง อาหารเป็นพิษ หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ คนไข้คนเดิมกลับต้องมานอนโรงพยาบาลหรือมาเข้าคิวรอตรวจอีกครั้งด้วยอาการเดิมๆ การกลับมาเป็นซ้ำมักเกิดจากการที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ร่วมกับเชื้อโรคที่ยังหลงเหลืออยู่รอบตัวตามสิ่งของเครื่องใช้ ดังนั้น การดูแลความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรเชื้อโรค และทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องวนลูปกลับมาเจ็บป่วยซ้ำๆ อีก
ทำไมเพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน ถึงกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีก?
ในช่วงที่เพิ่งหายป่วย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะยังอยู่ในสภาวะฟื้นฟูเปรียบเสมือนทหารที่เพิ่งผ่านศึกหนักมา พลังงานและภูมิต้านทานยังไม่กลับมาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หากผิวหนัง ช่องปาก หรือระบบทางเดินอาหารได้รับเชื้อโรคเข้าไปเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อรอบใหม่ได้ง่ายกว่าคนปกติ นอกจากนี้ เชื้อก่อโรคเดิมที่ทำให้ป่วยในครั้งแรก อาจจะยังเกาะติดอยู่ตามสิ่งของรอบตัวที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ ปลอกหมอน หรือแม้แต่แปรงสีฟัน ทำให้เกิดการรับเชื้อกลับเข้าสู่ร่างกายตัวเองอีกรอบโดยไม่รู้ตัว
ล้างมือและดูแลร่างกายอย่างไร ไม่ให้เปิดทางให้เชื้อโรคกลับเข้าสู่ร่างกาย
การล้างมือเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการตัดวงจรเชื้อโรค หมออยากแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการล้างมือให้เป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่วิ่งผ่านน้ำเปล่ารวดเร็ว แต่ควรฟอกสบู่ให้ทั่วทั้งหน้ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว และใต้เล็บเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากกลับเข้าบ้าน
นอกเหนือจากการล้างมือแล้ว การดูแลความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำในจุดอับชื้นของร่างกายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งหายจากการติดเชื้อราที่ผิวหนัง หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรซับผิวหนังให้แห้งสนิททุกครั้งหลังอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นหรือรัดแน่นจนเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อโรค
วิธีดูแลแผลที่เริ่มแห้ง เพื่อไม่ให้เชื้อแบคทีเรียตัวร้ายกลับมาโจมตี
สำหรับคนไข้ที่มีบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลจากอุบัติเหตุ หรือแผลฝีหนองที่เพิ่งหายดี แม้สะเก็ดแผลจะเริ่มแห้งแล้ว แต่ผิวหนังบริเวณนั้นยังบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมาก ข้อห้ามสำคัญคือการแกะเกาหรือลอกสะเก็ดแผลด้วยตัวเอง เพราะนิ้วมือและเล็บเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียชั้นดี การแกะแผลจะทำให้เกิดแผลเปิดขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคซึมลึกเข้าไปจนเกิดการอักเสบซ้ำรอบสองได้ ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกเองตามธรรมชาติ และทำความสะอาดผิวหนังรอบๆ ด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ
จุดสะสมเชื้อโรคในบ้านที่หลายคนมองข้าม หลังฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย
เมื่อหายป่วยแล้ว การฟื้นฟูร่างกายอย่างเดียวอาจไม่พอ การทำความสะอาดสภาพแวดล้อมรอบตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป โดยมีจุดวิกฤตในบ้านที่หมออยากให้ทุกคนใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนี้
- เครื่องนอนและผ้าเช็ดตัว: ควรนำปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัวไปซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่อาจตกค้างจากการไอ จาม หรือสัมผัสทางผิวหนังช่วงที่ป่วย
- ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสใบหน้า: แปรงสีฟันเป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีหลังจากหายป่วยจากการติดเชื้อในช่องปากหรือระบบทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันการรับเชื้อเดิมกลับเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงควรเช็ดทำความสะอาดหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยแอลกอฮอล์เข้มข้น 70% เป็นประจำ
- ลูกบิดประตูและสวิตช์ไฟ: จุดสัมผัสร่วมที่ทุกคนในบ้านใช้ร่วมกัน ควรเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
กินอย่างไรและดูแลของใช้ในครัวอย่างไร ให้ห่างไกลจากเชื้อโรคซ้ำสอง
เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งทางผ่านสำคัญของเชื้อโรค โดยเฉพาะคนไข้ที่เพิ่งหายจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง หรืออาหารเป็นพิษ ลำไส้จะยังอ่อนแอและมีจุลินทรีย์ชนิดดีลดลง ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังหายป่วย ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ร้อนๆ เท่านั้น หลีกเลี่ยงผักสดที่ไม่ได้ล้างอย่างสะอาด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
นอกจากตัวอาหารแล้ว อุปกรณ์ในครัว เช่น เขียง ฟองน้ำล้างจาน และผ้าเช็ดจาน ก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่น่ากลัว ควรแยกเขียงระหว่างของสดและของปรุงสุกเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม และควรเปลี่ยนฟองน้ำล้างจานเป็นประจำทุกเดือน การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยสร้างเกราะกำบังที่แข็งแกร่ง ป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยซ้ำซ้อน และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยในทุกๆ วัน