ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก หนึ่งในสถานการณ์ที่สร้างความกังวลใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ได้มากที่สุด คือการที่ลูกรักมีไข้สูงเฉียบพลัน เช็ดตัวก็แล้ว ทานยาลดไข้ตามเวลาก็แล้ว แต่ไข้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ยิ่งในเด็กเล็กที่ยังบอกเล่าความเจ็บป่วยของตัวเองไม่ได้ คนเป็นพ่อแม่ย่อมกระวนกระวายใจเป็นธรรมดา
หลายครั้งที่อาการไข้สูงเฉียบพลันอาจเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อไวรัสทั่วไปที่หายได้เองตามธรรมชาติ แต่มีอีกหนึ่งโรคสำคัญที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและเฝ้าระวังไว้ นั่นคือ โรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) ซึ่งเป็นโรคอักเสบเฉียบพลันของระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากตรวจพบและรักษาล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อหัวใจของลูกในระยะยาวได้
ทำความรู้จักโรคคาวาซากิ: โรคหลอดเลือดยักษ์อักเสบในเด็กตัวเล็ก
โรคคาวาซากิไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มักพบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุการเกิดโรคยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานไวเกินไปหลังจากการติดเชื้อบางชนิด ส่งผลให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที หลอดเลือดหัวใจอาจเกิดการโป่งพอง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ในอนาคต ดังนั้น การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการปกป้องหัวใจดวงน้อยๆ ของลูก
วิธีสังเกตอาการเพื่อการแยกโรคคาวาซากิออกจากภาวะไข้สูงทั่วไป
การแยกโรคคาวาซากิออกจากภาวะไข้สูงเฉียบพลันจากสาเหตุอื่นในช่วง 2-3 วันแรกอาจทำได้ยาก เนื่องจากอาการเริ่มต้นจะคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทั่วไปมาก แต่จุดเด่นของโรคคาวาซากิคือจะมีกลุ่มอาการอักเสบเฉพาะตัวร่วมด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้หลักการสังเกตดังต่อไปนี้
1. ระยะเวลาของไข้: สัญญาณเตือนแรกที่ต้องนับวัน
หากเป็นไข้หวัดทั่วไป ไข้เลือดออก หรือไข้หวัดใหญ่ แม้จะมีไข้สูงเฉียบพลัน แต่หลังจากได้รับยาลดไข้หรือเช็ดตัว ไข้มักจะมีช่วงที่ลดลงบ้าง และมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน แต่สำหรับโรคคาวาซากิ เด็กจะมีไข้สูงจัดแบบเฉียบพลัน (มักสูงกว่า 38.5 ถึง 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป) และเป็นไข้ติดต่อกันนานเกิน 5 วันขึ้นไป โดยที่ไข้ไม่ยอมลดลงเลยแม้จะทานยาลดไข้ก็ตาม
2. สังเกตความเปลี่ยนแปลงที่ดวงตาและริมฝีปาก
ลองสังเกตที่ดวงตาของลูก หากเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการตาแดงและมีขี้ตาแฉะร่วมด้วย แต่สำหรับโรคคาวาซากิ เด็กจะมีอาการตาแดงทั้งสองข้างอย่างชัดเจนโดยไม่มีขี้ตาเลย นอกจากนี้ บริเวณริมฝีปากจะแดงจัด แห้งแตก หรือบางครั้งอาจมีเลือดออกซิบๆ และลิ้นจะมีลักษณะแดงนูนคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี (Strawberry Tongue)
3. ผื่นแดงตามตัวและต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
เด็กที่เป็นโรคคาวาซากิจะมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย โดยผื่นนี้อาจมีลักษณะได้หลายรูปแบบ ทั้งผื่นแดงคล้ายหัด ผื่นลมพิษ หรือผื่นนูนแดงหนาๆ แต่มักจะไม่มีตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนอง นอกจากนี้ หากลองคลำบริเวณลำคอของลูก อาจพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยมักโตเพียงข้างเดียวและมีขนาดใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร
4. ความผิดปกติที่มือและเท้า
ในช่วงแรกของโรค ฝ่ามือและฝ่าเท้าของลูกจะมีอาการบวมและแดงจัด ทำให้ลูกงอแงไม่ยอมเดินหรือหยิบจับสิ่งของ และเมื่อไข้เริ่มลดลง (ประมาณสัปดาห์ที่ 2-3 ของโรค) จะเริ่มเห็นผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าลอกออกเป็นแผ่นๆ ซึ่งอาการผิวลอกนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยยืนยันโรคคาวาซากิได้เป็นอย่างดี
ตารางเปรียบเทียบอาการ: โรคคาวาซากิ VS ไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในการแยกโรคคาวาซากิออกจากภาวะไข้สูงทั่วไป หมอได้สรุปข้อแตกต่างของอาการเด่นๆ ไว้ดังนี้
- ไข้หวัดใหญ่: มีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจเด่นชัด เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และปวดเมื่อยตามตัว ไข้มักลดลงภายใน 3-5 วันหลังได้ยารักษา
- ไข้เลือดออก: มีไข้สูงลอย 2-7 วัน หน้าแดง ซึม เบื่ออาหาร อาจมีจุดเลือดออกตามตัว ปวดท้อง แต่ไม่มีอาการตาแดงไม่มีขี้ตา หรือปากแดงแห้งแตก
- โรคคาวาซากิ: ไข้สูงนานกว่า 5 วัน ตาแดงไม่มีขี้ตา ปากแดงแตก ลิ้นสตรอว์เบอร์รี มีผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มือเท้าบวมแดง และไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกเด่นชัดในตอนแรก
ทำไมเราถึงต้องรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด?
หัวใจสำคัญของการรักษาโรคคาวาซากิคือ เวลา แพทย์จำเป็นต้องให้ยาต้านการอักเสบกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IVIG) ร่วมกับยาแอสไพริน ภายใน 10 วันแรกนับจากเริ่มมีไข้ เพื่อลดการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมภายในช่วงเวลานี้ โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างหลอดเลือดหัวใจโป่งพองจะลดลงเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 5 แต่หากปล่อยไว้จนเลยกำหนด หรือโรคลุกลามไปมาก ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นทันที และอาจทำให้เด็กต้องได้รับการดูแลรักษาและตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) ไปตลอดชีวิต
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ขอให้ใช้ความช่างสังเกตเป็นอาวุธสำคัญ หากพบว่าลูกมีไข้สูงเกิน 3 วัน ร่วมกับอาการแปลกๆ เช่น ตาแดง ปากแดง หรือมือเท้าบวม การพามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องสุขภาพและหัวใจดวงน้อยๆ ของลูกให้ปลอดภัยแข็งแรง