เวลาที่ตรวจเจอโรคตับ หลายคนมักจะกังวลเรื่องตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องมานน้ำ แต่มีภาวะแทรกซ้อนอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวและอันตรายไม่แพ้กัน นั่นคืออาการที่ผู้ป่วยเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมลง หรือพูดจาสับสน ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะสมองทำงานผิดปกติจากโรคตับ หรือที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อภาษาอังกฤษ
ในฐานะหมอที่ดูแลผู้ป่วยโรคตับมานาน ผมมักจะเห็นความตกใจของญาติเมื่ออยู่ๆ คนในครอบครัวที่เคยคุยกันรู้เรื่อง กลับจำไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน หรือบางคนเอาแต่นอนหลับปลุกไม่ค่อยตื่น อาการเหล่านี้ไม่ใช่ผีอำหรืออาการทางจิตเวช แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าตับของเรากำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือครั้งใหญ่
ตับพังแล้วทำไมถึงมาแสดงอาการที่สมอง
หลักการทำงานง่ายๆ ของตับก็คือการเป็นโรงงานกำจัดของเสียในร่างกายครับ เวลาที่เรากินอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน ร่างกายจะย่อยสลายและเกิดสารพิษตัวหนึ่งขึ้นมา นั่นคือแอมโมเนีย ซึ่งเจ้าแอมโมเนียนี้มีฤทธิ์เป็นพิษต่อระบบประสาทโดยตรง
ในยามที่ตับของเรายังแข็งแรงดี ตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนแอมโมเนียให้กลายเป็นสารที่ไม่เป็นอันตรายแล้วขับทิ้งออกทางปัสสาวะ แต่พอตับเริ่มเสื่อมสภาพ เป็นตับแข็ง หรือมีเส้นเลือดขอดในทางเดินอาหารจนเลือดไหลเวียนเปลี่ยนเส้นทาง เจ้าสารพิษแอมโมเนียเหล่านี้จึงรอดจากการกรองของตับ วิ่งตรงขึ้นไปสู่สมองและขัดขวางการทำงานของเซลล์สมอง ทำให้ระบบสื่อประสาทรวนไปหมด ผู้ป่วยจึงแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็น
สัญญาณเตือนระยะแรกเริ่มที่คนใกล้ชิดต้องสังเกตให้ทัน
ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับแล้วหมดสติทันทีครับ แต่มักจะค่อยๆ แสดงอาการทีละนิด ซึ่งถ้าเราสังเกตเห็นตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันท่วงที โดยอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายมีดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและอารมณ์: จากคนอารมณ์ดีอาจกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า หรือบางคนก็ร่าเริงผิดปกติแบบไม่มีสาเหตุ
- นาฬิกาชีวิตรวน: กลางคืนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย แต่พอกลางวันกลับง่วงนอนตลอดเวลาปลุกไม่ตื่น
- สมาธิและความจำลดลง: เริ่มหลงลืมเรื่องง่ายๆ คิดเลขที่เคยคิดได้คล่องๆ ไม่ค่อยออก หรือทำงานที่เคยทำประจำไม่ได้
- มือสั่นผิดปกติ: เวลาให้ผู้ป่วยยื่นมือออกไปข้างหน้าแล้วกระดกข้อมือขึ้น จะสังเกตเห็นปลายนิ้วสะบัดขึ้นลงช้าๆ เหมือนนกกระพือปีก
ความรุนแรงของอาการที่ลุกลามมากขึ้น
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รีบพามาพบแพทย์ สสารพิษในสมองจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ระยะที่อันตราย ซึ่งจะมีอาการชัดเจนขึ้น เช่น พูดจาอ้อแอไม่รู้เรื่อง เขียนหนังสือไม่ได้เหมือนเดิม รูปร่างลายมือเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กล้ามเนื้อเกร็งแข็ง และในที่สุดผู้ป่วยจะค่อยๆ ซึมลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ภาวะโคมัสและไม่รู้สึกตัวในที่สุด
ตัวการสำคัญที่มักเป็นชนวนกระตุ้นอาการ
ในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง บางครั้งอาการทางสมองอาจยังไม่กำเริบ จนกระทั่งมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้น ซึ่งตัวการที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันมีดังนี้
- การติดเชื้อต่างๆ: เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดบวม หรือมีไข้ ซึ่งเพิ่มภาระให้ร่างกายและกระทบต่อการทำงานของตับ
- ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารถ่ายเป็นเลือดหรืออาเจียนเป็นเลือด: เลือดในทางเดินอาหารคือโปรตีนปริมาณมหาศาลที่ย่อยแล้วจะกล aายเป็นแอมโมเนียพุ่งเข้าสมองอย่างรวดเร็ว
- การทานยาบางชนิด: โดยเฉพาะยานอนหลับ ยาคลายเครียด หรือยาแก้ปวดบางกลุ่มที่ต้องเผาผลาญผ่านตับ ซึ่งจะไปกดการทำงานของสมองซ้ำซ้อน
- ท้องผูกเรื้อรัง: การไม่ขับถ่ายทำให้แบคทีเรียในลำไส้ย่อยโปรตีนนานขึ้นและสร้างแอมโมเนียสะสมมากขึ้น
วิธีดูแลและการรักษาจากแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาถึงมือแพทย์ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการหาตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการและรีบกำจัดมันออกไป พร้อมๆ กับการลดระดับสารพิษในร่างกายโดยใช้หลักการดังนี้
การใช้ยาเพื่อช่วยลดการสร้างและดูดซึมแอมโมเนียในลำไส้ ซึ่งยาตัวนี้จะช่วยปรับสภาพลำไส้และเร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาโรคติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุ และการงดอาหารจำพวกโปรตีนปริมาณมากๆ ชั่วคราวในช่วงที่อาการกำเริบ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับผู้ป่วยที่เคยผ่านภาวะนี้มาแล้ว หรือญาติที่กำลังดูแลผู้ป่วยโรคตับ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ซ้ำเป็นเรื่องสำคัญมากครับ
- ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติ: อย่าปล่อยให้ท้องผูกเด็ดขาด ควรทานอาหารที่มีกากใยสูง และหากไม่ถ่ายหลายวันต้องรีบปรึกษาแพทย์
- ระวังเรื่องอาหารประเภทโปรตีน: ไม่ควรงดโปรตีนเด็ดขาดเพราะร่างกายจะผอมและทรุดโทรม แต่ควรเลือกทานโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา หรือโปรตีนจากพืช และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ใหญ่ย่อยยากในปริมาณมากๆ
- ห้ามซื้อยา ทานเองตามใจชอบ: หลีกเลี่ยงยาทุกชนิดที่ไม่ได้มาจากแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้ปวดข้อ ยานอนหลับ และวิตามินเสริมบางตัว
- สังเกตอาการรายวัน: คนใกล้ชิดควรพูดคุยและสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน เพื่อให้สามารถพามาโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการจะรุนแรง