ไขข้อข้องใจ: ทำไมเคยป่วยเป็นโรคมือเท้าปากแล้ว ถึงยังกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
"ทำไมลูกเพิ่งหายป่วยจากโรคมือเท้าปากไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน วันนี้ถึงกลับมามีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแผลในปากอีกครั้ง?" นี่คือหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คุณหมอมักจะได้รับจากคุณพ่อคุณแม่ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ด้วยความสงสัยระคนกังวลใจ หลายท่านเข้าใจว่าเมื่อร่างกายเคยได้รับเชื้อและเจ็บป่วยไปครั้งหนึ่งแล้ว ควรจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องลูกน้อยจากการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคมือเท้าปากไม่ได้เป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กๆ สามารถป่วยเป็นโรคมือเท้าปากซ้ำได้หลายครั้ง เกิดจากตัวการของโรคนี้ไม่ได้มาจากไวรัสเพียงชนิดเดียว แต่เกิดจากกลุ่มไวรัสในตระกูลเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) หลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ โคกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16) โคกซากีไวรัส เอ 6 (Coxsackievirus A6) และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71)
เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับเชื้อโรคมือเท้าปากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจงต่อสายพันธุ์นั้นเท่านั้น แต่จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นๆ ได้ ดังนั้น หากครั้งแรกลูกน้อยป่วยจากเชื้อโคกซากีไวรัส เอ 16 ในเวลาต่อมาก็ยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อโคกซากีไวรัส เอ 6 หรือเชื้ออีวี 71 และแสดงอาการของโรคมือเท้าปากซ้ำได้อีกตราบใดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นๆ
วัคซีนมือเท้าปาก EV71: เกราะป้องกันสำคัญต่อเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุด
แม้ว่าโรคมือเท้าปากส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ความน่ากังวลใจสูงสุดของแพทย์และผู้ปกครองคือ เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 หรือ EV71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบประสาทและระบบหัวใจ เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนา วัคซีนมือเท้าปาก EV71 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยปกป้องชีวิตเด็กๆ จากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ปกครองควรทราบดังนี้
- ประสิทธิภาพของวัคซีน: จากการศึกษาทางคลินิกพบว่า วัคซีนมือเท้าปาก EV71 มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ EV71 ที่รุนแรง และช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลรวมถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่าวัคซีนนี้ป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ EV71 เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคมือเท้าปากที่เกิดจากกลุ่มโคกซากีไวรัสได้
- ช่วงอายุที่เหมาะสมในการฉีด: วัคซีนนี้แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน จนถึงอายุต่ำกว่า 5 หรือ 6 ปี (ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแต่ละผู้ผลิต) เนื่องจากเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- รูปแบบการฉีด: โดยทั่วไปจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แนวทางการควบคุมและป้องกันการระบาดในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก
โรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อที่สำคัญ เนื่องจากเด็กเล็กมักมีการสัมผัสใกล้ชิดและใช้ของเล่นร่วมกัน การควบคุมการระบาดตามมาตรฐานสาธารณสุขจึงต้องอาศัยมาตรการที่เคร่งครัดและเป็นระบบ ดังต่อไปนี้
- การคัดกรองอย่างเข้มงวดในตอนเช้า: ครูหรือผู้ดูแลเด็กต้องทำการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและตรวจเช็กตุ่มแผลบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และช่องปากของเด็กทุกคนก่อนเข้าชั้นเรียน หากพบเด็กมีไข้หรือมีอาการน่าสงสัย ต้องปฏิเสธการเข้าเรียนและแจ้งผู้ปกครองให้พาลูกไปพบแพทย์ทันที
- การแยกผู้ป่วยและการรายงานโรค: เมื่อพบเด็กป่วยในระหว่างวัน ต้องแยกเด็กออกจากกลุ่มเพื่อนไปยังห้องพยาบาลทันที และแยกสิ่งของเครื่องใช้ของเด็กคนนั้นออก เพื่อรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน พร้อมทั้งรายงานให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทราบ
- การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามมาตรฐาน: ไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสมีความทนทานต่อแอลกอฮอล์ทั่วไปสูงมาก ดังนั้น การทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และห้องน้ำ จึงต้องใช้สารฟอกขาวที่มีส่วนผสมของคลอรีน (Sodium Hypochlorite) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่ระบุเฉพาะว่าสามารถทำลายเชื้อไวรัสไม่มีเปลือกหุ้มได้
- การพิจารณาปิดสถานศึกษา: หากพบผู้ป่วยยืนยันในห้องเรียนเดียวกันตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในสัปดาห์เดียวกัน ควรพิจารณาปิดห้องเรียนนั้น หรือปิดทั้งโรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 5-7 วัน เพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Deep Cleaning) และเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อภายในสถานศึกษา
การดูแลใจคุณพ่อคุณแม่: จัดการความเครียดในวันกักตัวเมื่อลูกน้อยเจ็บป่วย
เมื่อลูกเจ็บป่วยจนต้องหยุดเรียนและกักตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 7-10 วัน ภาระทั้งหมดมักจะตกอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ การเผชิญกับเสียงร้องไห้โยเยของลูกที่เจ็บแผลในปากจนไม่ยอมกินข้าว กินน้ำ ร่วมกับการต้องหยุดงานมาดูแลอย่างกะทันหัน สามารถสร้างความเครียดและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ให้กับผู้ปกครองได้อย่างมหาศาล
การดูแลสุขภาพจิตของตนเองในระยะนี้จึงมีความสำคัญไม่แพ้การดูแลกายของลูกน้อย โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อประคับประคองจิตใจไปด้วยกัน
- จัดการความเจ็บปวดของลูกเพื่อลดความโยเย: หัวใจสำคัญของการลดความเครียดของทั้งสองฝ่ายคือการบรรเทาอาการเจ็บแผลในปากของลูก การป้อนอาหารอ่อนๆ ที่มีความเย็น เช่น ไอศกรีม นมเย็น โยเกิร์ต หรือเจลลี่ จะช่วยให้ลูกรู้สึกชาและยอมรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกอิ่มและเจ็บปวดลดลง ความงอแงก็จะลดลงตามไปด้วย
- แบ่งปันหน้าที่และยอมรับความช่วยเหลือ: ไม่ควรแบกรับภาระการดูแลลูกเพียงคนเดียว ควรพูดคุยกับคู่สมรสหรือสมาชิกในครอบครัวเพื่อแบ่งกะในการดูแลและพักผ่อน การได้แยกตัวออกไปพักเงียบๆ หรือนอนหลับสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยฟื้นฟูพลังใจได้ดีเยี่ยม
- ปรับความคาดหวังและสร้างความยืดหยุ่น: ในช่วงกักตัวนี้ การรักษาความสะอาดของบ้านแบบสมบูรณ์แบบหรือการจำกัดเวลาหน้าจอของลูกอาจต้องผ่อนปรนลงบ้าง การอนุญาตให้ลูกดูการ์ตูนที่ชอบเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาหายใจหรือทำงานที่ค้างอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด
- ฝึกการเจริญสติและเตือนตัวเองว่านี่คือภาวะชั่วคราว: เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์กำลังจะระเบิด ให้ลองสูดหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ และบอกตัวเองว่า โรคมือเท้าปากนี้เป็นโรคที่หายได้เองตามธรรมชาติ ความยากลำบากนี้จะคงอยู่เพียงไม่กี่วัน และทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในที่สุด
การผ่านพ้นช่วงเวลาที่ลูกเจ็บป่วยต้องอาศัยทั้งความรู้ทางการแพทย์เพื่อปกป้องร่างกาย และความเข้าใจทางอารมณ์เพื่อปกป้องจิตใจ การพิจารณาป้องกันโรคด้วยวัคซีนมือเท้าปาก EV71 ควบคู่ไปกับการรักษาสุขอนามัยที่ดี จะช่วยลดโอกาสที่ครอบครัวจะต้องเผชิญกับมรสุมแห่งความเครียดนี้ลงได้อย่างแท้จริง