ลูกป่วยมือเท้าปากแล้วดูซึมลง สะดุ้งผวาบ่อย: สัญญาณเตือนสำคัญที่ห้ามมองข้ามและต้องรีบพบแพทย์
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงคุ้นเคยดีกับโรคที่มาพร้อมกับไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใสๆ ทั้งในช่องปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือแม้กระทั่งตามลำตัวอย่าง “โรคมือเท้าปาก” ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก และส่วนใหญ่แล้ว โรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรง หายได้เองภายใน 7-10 วัน ทำให้คุณพ่อคุณแม่วางใจได้ในระดับหนึ่ง
แต่จะมีสักกี่ครั้งที่ความกังวลใจแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว เมื่อสังเกตเห็นลูกน้อยที่ป่วยมือเท้าปากเริ่มมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย ไม่ใช่แค่ไข้ ไอ มีน้ำมูก หรือเบื่ออาหารทั่วไป แต่อาการเหล่านั้นบ่งชี้ถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะแทรกซ้อนมือเท้าปาก ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและห้ามมองข้ามเด็ดขาด
สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาทและหัวใจ
เมื่อลูกป่วยมือเท้าปาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอย่างละเอียดนอกเหนือจากผื่นและไข้ คือพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- อาการทางระบบประสาท:
- ซึมลง ง่วงนอนผิดปกติ: ลูกดูไม่มีแรง เล่นน้อยลง หรือนอนหลับนานกว่าปกติ ปลุกตื่นยาก
- หงุดหงิด งอแง กระสับกระส่าย: ร้องกวนตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ หรือมีอาการที่แตกต่างไปจากเดิม
- เดินเซ ทรงตัวลำบาก: อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว
- อาเจียนบ่อยๆ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาเจียนพุ่ง
- ปวดศีรษะรุนแรง: ในเด็กโต อาจบ่นปวดหัวมาก
- คอแข็ง: ไม่สามารถก้มคอลงได้สุด
- ชัก: มีอาการเกร็ง กระตุก ไม่รู้สึกตัว
- อ่อนแรง หรือเป็นอัมพาต: กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง หรือมีอัมพาตครึ่งซีก
- อาการทางระบบหัวใจและปอด:
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก: หายใจเร็ว แรง มีอกบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราดในลำคอ
- ตัวเย็น ซีด เหงื่อออกมาก: มือเท้าเย็น หรือมีสีผิวซีดผิดปกติ
- ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ: หรือเบาลง
อาการสะดุ้งผวา กล้ามเนื้อกระตุกขณะนอนหลับ: สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง
ท่ามกลางอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มีอาการหนึ่งที่มักสร้างความสับสนและถูกมองข้ามได้ง่าย คือ อาการสะดุ้งผวาบ่อยๆ และกล้ามเนื้อกระตุกขณะนอนหลับ ซึ่งแตกต่างจากการสะดุ้งตามปกติในเด็กเล็ก
หากลูกมีอาการสะดุ้งผวาบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่กำลังจะหลับหรือขณะหลับ และมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อแขนขา หรือลำตัวเป็นพักๆ ไม่ใช่การสะดุ้งแบบธรรมดาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราว นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญ ที่อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของก้านสมอง ซึ่งเป็นส่วนควบคุมการทำงานพื้นฐานของร่างกาย และเป็นด่านแรกที่เชื้อไวรัส Enterovirus 71 (EV71) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุด มักจะเข้าโจมตี
อาการกระตุกนี้ไม่ใช่การชัก แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า Myoclonic Jerk ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองอักเสบในระยะแรกเริ่มที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ภาวะสมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสเจ็ดสิบเอ็ด (EV71)
สาเหตุหลักของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในโรคมือเท้าปาก คือเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยเฉพาะสายพันธุ์ Enterovirus 71 (EV71) ซึ่งมีความสามารถในการก่อโรคในระบบประสาทสูงกว่าสายพันธุ์อื่น
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis): เป็นการอักเสบของเยื่อหุ้มที่ปกคลุมสมองและไขสันหลัง อาการที่พบได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง อาเจียน และมีผื่น
- สมองอักเสบ (Encephalitis): เป็นการอักเสบของเนื้อสมองโดยตรง ซึ่งอันตรายมากกว่า อาการจะรุนแรงกว่าเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น ซึมลงอย่างรวดเร็ว ชัก พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง สับสน อ่อนแรง หรือมีภาวะอัมพาต
หากเชื้อ EV71 เข้าไปทำลายก้านสมอง จะส่งผลกระทบต่อศูนย์ควบคุมการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตตามมา
ภาวะปอดบวมน้ำและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันที่ต้องเฝ้าระวัง
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดและมักเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กป่วยมือเท้าปาก คือ ภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) และ ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Myocarditis/Cardiogenic Shock) ซึ่งมักเกิดจากการที่เชื้อ EV71 ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงที่ก้านสมองและหัวใจ
- ปอดบวมน้ำ: เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หลอดเลือดในปอดมีการรั่วซึมของน้ำ สังเกตได้จากอาการหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจเร็วขึ้นมาก ไอเป็นฟองสีชมพู หรือมีเสมหะปนเลือด
- หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน: เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือการทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ เด็กจะมีอาการตัวซีด ตัวเย็น เหงื่อออกมาก ชีพจรเบาและเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด
ในฐานะแพทย์ ผมเข้าใจดีว่าความกังวลใจยามลูกเจ็บป่วยนั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกรักมีอาการผิดปกติที่ไม่คุ้นเคย โรคมือเท้าปากแม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ดังนั้น การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการตอบสนองต่อสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ด้วยการรีบพาบุตรหลานไปพบแพทย์ทันที จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตและป้องกันความพิการระยะยาว
หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการผิดปกติที่กล่าวมาข้างต้นแม้เพียงเล็กน้อย อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ อย่ารอช้า เพราะในภาวะวิกฤต ทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตของลูกน้อยอย่างแท้จริง