ความกังวลใจของคุณแม่มือใหม่ เมื่อพบคำว่า เสี่ยงเบาหวาน
ในระหว่างการฝากครรภ์ หนึ่งในคำถามที่แพทย์มักจะได้รับบ่อยที่สุดคือ ทำไมต้องตรวจคัดกรองเบาหวาน และ ทำไมบางคนต้องกลืนน้ำตาลครั้งเดียว แต่บางคนต้องกลืนถึงสองครั้ง การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขั้นตอนมาตรฐานทั่วไป แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยดูแลสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus หรือ GDM) มักเกิดขึ้นเนื่องจากฮอร์โมนจากรกมีฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน ทำให้ร่างกายของคุณแม่ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไป แพทย์จะแบ่งกลุ่มคุณแม่เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองออกเป็นสองกลุ่มหลักตามปัจจัยความเสี่ยง ดังนี้
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองทันทีเมื่อเริ่มฝากครรภ์
- มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป
- มีน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคเบาหวาน
- เคยมีประวัติเป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4,000 กรัม
- มีประวัติการแท้งบุตรโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์
- เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
กลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง
สำหรับคุณแม่ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ระหว่าง 24 ถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนต้านอินซูลินจากรกหลั่งออกมาในปริมาณสูงที่สุด
ความแตกต่างระหว่างการกลืนน้ำตาล 50 กรัม กับการงดอาหารตรวจ 100 กรัม
ความสับสนของคุณแม่ส่วนใหญ่มักอยู่ที่ขั้นตอนการตรวจ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องการเตรียมตัวและวัตถุประสงค์ของการตรวจวินิจฉัย
1. การตรวจคัดกรองด้วยน้ำตาล 50 กรัม (Glucose Challenge Test: GCT)
การตรวจวิธีนี้เป็นการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อประเมินความเสี่ยง โดยมีรายละเอียดการปฏิบัติตัวดังนี้
- การเตรียมตัว: ไม่ต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้า คุณแม่สามารถรับประทานอาหารมื้อปกติได้ตามปกติก่อนเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล
- ขั้นตอนการตรวจ: คุณแม่จะได้รับเครื่องดื่มน้ำหวานที่ผสมผงกลูโคสปริมาณ 50 กรัม จากนั้นต้องนั่งพักและงดอาหารและน้ำทุกชนิด ยกเว้นการจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย เพื่อรอเจาะเลือดหลังจากดื่มน้ำตาลครบ 1 ชั่วโมงพอดี
- เป้าหมายของการตรวจ: เพื่อดูว่าร่างกายสามารถจัดการกับน้ำตาลในปริมาณสูงเฉียบพลันได้ดีเพียงใด หากผลตรวจผ่านเกณฑ์ คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม แต่หากไม่ผ่านเกณฑ์ จะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยในขั้นตอนต่อไป
2. การตรวจวินิจฉัยด้วยการงดอาหารและกลืนน้ำตาล 100 กรัม (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)
การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจยืนยันเพื่อวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการ โดยจะทำในกรณีที่คุณแม่ตรวจคัดกรอง 50 กรัมแล้วพบค่าเลือดผิดปกติ หรือในคุณแม่ที่มีปัจจัยความเสี่ยงสูงมากตั้งแต่แรกเริ่มฝากครรภ์
- การเตรียมตัวก่อนตรวจ: คุณแม่ต้องรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เพียงพอติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันก่อนวันตรวจ และต้องงดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 8 ถึง 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือดเข็มแรก โดยสามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อยหากกระหายน้ำมาก
- ขั้นตอนการตรวจ: การตรวจวิธีนี้จะต้องเจาะเลือดทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อดูการตอบสนองของร่างกายอย่างละเอียด ดังนี้
- ครั้งที่ 1: เจาะเลือดขณะงดอาหารเพื่อตรวจหาระดับน้ำตาลพื้นฐาน
- หลังจากเจาะเลือดเข็มแรก คุณแม่จะได้ดื่มน้ำหวานที่ผสมผงกลูโคสปริมาณ 100 กรัม
- ครั้งที่ 2: เจาะเลือดหลังดื่มน้ำหวานครบ 1 ชั่วโมง
- ครั้งที่ 3: เจาะเลือดหลังดื่มน้ำหวานครบ 2 ชั่วโมง
- ครั้งที่ 4: เจาะเลือดหลังดื่มน้ำหวานครบ 3 ชั่วโมง
การแปลผลตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะเบาหวานแฝงขณะตั้งครรภ์
การแปลผลการตรวจเลือดทั้งสองวิธี มีเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัยอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณแม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที
เกณฑ์การตัดสินสำหรับ GCT 50 กรัม:
หากระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มครบ 1 ชั่วโมง น้อยกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ถือว่าผลตรวจปกติ แต่หากเท่ากับหรือมากกว่า 140 mg/dL (หรือในบางสถานพยาบาลอาจใช้เกณฑ์ 130 mg/dL สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง) จะถือว่าผลตรวจผิดปกติ และต้องนัดหมายเพื่อทำการตรวจ OGTT 100 กรัมเพื่อยืนยันผลต่อไป
เกณฑ์การวินิจฉัยสำหรับ OGTT 100 กรัม (เกณฑ์ Carpenter-Coustan)
การวินิจฉัยจะพิจารณาจากค่าเลือดทั้ง 4 จุด โดยมีเกณฑ์ปกติดังนี้
- ขณะงดอาหาร (ก่อนดื่มน้ำตาล): ต้องน้อยกว่า 95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)
- หลังดื่มน้ำตาล 1 ชั่วโมง: ต้องน้อยกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)
- หลังดื่มน้ำตาล 2 ชั่วโมง: ต้องน้อยกว่า 155 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)
- หลังดื่มน้ำตาล 3 ชั่วโมง: ต้องน้อยกว่า 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)
วิธีการแปรผลเพื่อวินิจฉัย:
- หากผลตรวจมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมอาหารหรือใช้ยารักษาตามแนวทางของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- หากพบความผิดปกติเพียง 1 จุด จะจัดอยู่ในกลุ่ม ภาวะความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง หรือเบาหวานแฝง ซึ่งคุณแม่ยังคงต้องควบคุมอาหารอย่างระมัดระวัง และแพทย์อาจพิจารณานัดตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 2 ถึง 4 สัปดาห์ถัดไป
ความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการดูแลตนเอง
การพบว่าตนเองมีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจทำให้คุณแม่หลายท่านรู้สึกกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะนี้สามารถควบคุมได้เป็นอย่างดีหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หลีกเลี่ยงของหวาน และการออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ ล้วนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ทารกตัวโตเกินไปจนคลอดลำบาก หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำของทารกหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมมือกันระหว่างคุณแม่และทีมแพทย์ผู้ดูแลจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการนำทางให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด