ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่ออาการปวดท้องไม่ดีขึ้น: คุณหมอจะวินิจฉัยหาสาเหตุได้อย่างไร ด้วยการส่องกล้องและตรวจทางรังสีวิทยา

คุณเคยไหม ที่มีอาการปวดท้องแบบเรื้อรัง ปวดซ้ำๆ มานานหลายวัน หลายสัปดาห์ จนกระทั่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ 'อาหารไม่ย่อย' ธรรมดา หรือปวดท้องจากความเครียดเพียงอย่างเดียว อาการปวดท้องที่ไม่หายไป ไม่ว่าจะเป็นปวดจุกเสียด แน่นท้อง แสบท้อง หรือปวดท้องด้านใดด้านหนึ่ง ย่อมสร้างความกังวลใจและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

ในฐานะแพทย์ สิ่งแรกที่เราจะทำคือการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าอาการปวดท้องนั้นมีที่มาจากอะไร แต่เมื่อการรักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล หรืออาการมีความซับซ้อน บ่งชี้ถึงภาวะที่รุนแรงขึ้น การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือพิเศษก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า การส่องกล้องและตรวจทางรังสีวิทยา มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการค้นหาสาเหตุของอาการปวดท้องที่ยังไม่คลี่คลายเหล่านี้

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบนและลำไส้ใหญ่: เมื่อใดที่จำเป็นต้องทำ และสิ่งที่คนไข้ควรรู้

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า Endoscopy เป็นหนึ่งในวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยความผิดปกติภายในระบบทางเดินอาหาร เพราะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นสภาพภายในอวัยวะได้โดยตรง รวมถึงสามารถตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้อีกด้วย การส่องกล้องมีสองประเภทหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยอาการปวดท้องเรื้อรัง:

  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy หรือ Upper GI Endoscopy): เป็นการตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น แพทย์จะสอดท่อขนาดเล็กที่ปลายมีกล้องและไฟเข้าไปทางปาก มักทำเมื่อคนไข้มีอาการปวดท้องส่วนบนเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก กลืนลำบาก คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ สงสัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นการตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมดและส่วนปลายของลำไส้เล็ก แพทย์จะสอดท่อเข้าไปทางทวารหนัก มักทำเมื่อคนไข้มีอาการปวดท้องส่วนล่างเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย เลือดออกปนกับอุจจาระ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้

สิ่งที่คนไข้ควรรู้ก่อนการส่องกล้อง:

  • การเตรียมตัว: การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนมักต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้า ส่วนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต้องมีการเตรียมลำไส้ด้วยการรับประทานยาถ่ายเพื่อทำความสะอาดลำไส้ให้หมดจด
  • การระงับความรู้สึก: โดยทั่วไป แพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่ หรือยาซึม/ยาสลบอ่อนๆ เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายและผ่อนคลายระหว่างการตรวจ
  • ระยะเวลาและหลังการตรวจ: การตรวจใช้เวลาไม่นานนัก หลังการตรวจอาจมีอาการแน่นท้องเล็กน้อยจากลมที่ใส่เข้าไป หรือเจ็บคอเล็กน้อย ควรมีญาติมารับกลับบ้านเพราะฤทธิ์ยาอาจทำให้ง่วงซึม

บทบาทของการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา: อัลตราซาวนด์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องในการค้นหาโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังและแผลในกระเพาะอาหาร

นอกจากการส่องกล้องแล้ว การตรวจทางรังสีวิทยาก็เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องท้องได้เช่นกัน โดยเฉพาะอวัยวะที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการส่องกล้องโดยตรง

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นการตรวจที่อาศัยคลื่นเสียงความถี่สูง สะดวก ปลอดภัย ไม่มีรังสี เหมาะสำหรับการตรวจอวัยวะที่มีลักษณะเป็นของเหลวหรือเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ถุงน้ำดี (นิ่วในถุงน้ำดี, ถุงน้ำดีอักเสบ), ตับ (ไขมันพอกตับ, เนื้องอก), ตับอ่อน, ม้าม, ไต หรือไส้ติ่งอักเสบ ในบางกรณี อาจช่วยประเมินความหนาของผนังกระเพาะอาหารได้ แต่ไม่สามารถเห็นรายละเอียดของเยื่อบุผิวได้อย่างชัดเจนเท่าการส่องกล้อง
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (Computed Tomography Scan หรือ CT Scan Abdomen): เป็นการตรวจที่ให้ภาพตัดขวางของอวัยวะภายในช่องท้องที่มีความละเอียดสูง สามารถเห็นความผิดปกติได้กว้างกว่าและลึกกว่าอัลตราซาวนด์ ช่วยในการวินิจฉัยภาวะอักเสบ ติดเชื้อ เนื้องอก หรือโครงสร้างที่ผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับ ตับอ่อน ไต หรือหลอดเลือด การทำ CT Scan อาจช่วยประเมินภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หรือแผลในกระเพาะอาหารได้โดยดูจากความหนาตัวของผนังกระเพาะ แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันลักษณะของแผลหรือตรวจหาเชื้อแบคทีเรียได้อย่างละเอียดเท่าการส่องกล้องพร้อมตัดชิ้นเนื้อ

โดยสรุปแล้ว การตรวจทางรังสีวิทยามีจุดแข็งในการค้นหาพยาธิสภาพภายนอกเยื่อบุทางเดินอาหาร หรือความผิดปกติของอวัยวะข้างเคียงที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดท้อง เช่น ตับอ่อนอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือเนื้องอกในช่องท้อง ในขณะที่การส่องกล้องจะเน้นไปที่การตรวจดูสภาพภายในเยื่อบุของระบบทางเดินอาหารโดยตรง

การตรวจหาการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. pylori): สาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดท้องเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร คือการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร หรือที่รู้จักกันในชื่อ H. pylori แบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหารและก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่การเกิดแผล หรือในบางรายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ การตรวจหาเชื้อนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

วิธีการตรวจหาเชื้อ H. pylori มีหลายวิธี:

  • การตรวจด้วยลมหายใจ (Urea Breath Test): เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ คนไข้จะดื่มสารละลายพิเศษ แล้วเป่าลมหายใจเพื่อตรวจหาสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของแบคทีเรีย
  • การตรวจจากอุจจาระ (Stool Antigen Test): เป็นการตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ H. pylori ในอุจจาระ สะดวกและมีความแม่นยำสูงเช่นกัน
  • การตรวจจากการตัดชิ้นเนื้อระหว่างส่องกล้อง (Biopsy during Endoscopy): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพราะสามารถนำชิ้นเนื้อที่ได้ไปตรวจหาเชื้อโดยตรง รวมถึงตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ ของเซลล์ได้ด้วย
  • การตรวจเลือด (Blood Test): ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ H. pylori ในเลือด แต่วิธีนี้บอกได้เพียงว่าเคยติดเชื้อหรือไม่ ไม่สามารถยืนยันว่ากำลังมีการติดเชื้อในปัจจุบันได้ จึงไม่นิยมใช้ในการวินิจฉัยเพื่อเริ่มต้นการรักษาในปัจจุบัน

หากตรวจพบการติดเชื้อ H. pylori แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกับยาลดกรดเพื่อกำจัดเชื้อ ซึ่งหากรักษาสำเร็จ อาการปวดท้องและปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารมักจะดีขึ้นอย่างชัดเจน

ทำความเข้าใจผลการตรวจและแผนการรักษาที่ตามมา

เมื่อการตรวจวินิจฉัยต่างๆ เสร็จสิ้นลง ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้อง การตรวจทางรังสีวิทยา หรือการตรวจหาเชื้อ H. pylori แพทย์จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับสาเหตุของอาการปวดท้องของคุณ

ผลการตรวจอาจบอกได้ว่าคุณมี:

  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
  • แผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น
  • การติดเชื้อ H. pylori
  • ภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง
  • ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกในทางเดินอาหาร
  • ความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ

เมื่อทราบสาเหตุที่แน่ชัดแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยา (เช่น ยาลดกรด ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ H. pylori) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและวิถีชีวิต หรือในบางกรณีที่รุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณาการผ่าตัด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารและสอบถามข้อสงสัยกับแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณเข้าใจผลการตรวจ วางใจในแผนการรักษา และร่วมมือกันดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วคือกุญแจสำคัญในการจัดการกับอาการปวดท้องเรื้อรังให้หายขาดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ