ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วินาทีที่คุณเห็นลูกรักกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากน้ำร้อนที่หกใส่ตัว สัมผัสโดนพื้นผิวที่ร้อนจัด หรือแม้แต่สารเคมีที่พลาดพลั้งไปโดน อาจเป็นช่วงเวลาที่หัวใจพ่อแม่หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความตื่นตระหนกย่อมเกิดขึ้น แต่การมีสติและรู้หลักการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในเสี้ยววินาทีแรกนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บของผิวหนัง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ในฐานะแพทย์ผู้ดูแลเด็ก ผมเข้าใจดีถึงความกังวลใจของพ่อแม่ทุกท่าน บทความนี้จึงมุ่งหวังให้ความรู้เชิงลึกที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

การประเมินความรุนแรงและระดับความลึกของแผลไฟไหม้เบื้องต้น: สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้

ก่อนจะเริ่มการปฐมพยาบาล การประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดเหมือนแพทย์ แต่ควรทราบถึงลักษณะแผลเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจและสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์

  • ความลึกของแผล:
    • แผลไหม้ระดับที่ 1 (ผิวหนังชั้นนอก): ผิวหนังเป็นสีแดง ไม่มีตุ่มน้ำพองปน แต่รู้สึกเจ็บปวดมาก แผลจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน เช่น แผลจากแดดเผา
    • แผลไหม้ระดับที่ 2 (ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้บางส่วน): ผิวหนังเป็นสีแดงจัด มีตุ่มน้ำพองใส ปวดแสบปวดร้อนมาก แผลมักจะเปียกชื้น เมื่อกดจะซีดจางและกลับมาแดงอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาหายประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาจมีรอยแผลเป็นได้
    • แผลไหม้ระดับที่ 3 (ผิวหนังเสียหายทุกชั้น): ผิวหนังมีลักษณะแห้งเป็นสีขาวซีด สีเทา หรือดำ คล้ายหนังไหม้เกรียม อาจไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะปลายประสาทถูกทำลาย มักไม่มีตุ่มน้ำพอง แผลชนิดนี้ไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง
  • ขนาดของแผล: สำหรับเด็กเล็ก แผลไหม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของร่างกายก็ถือว่ารุนแรง การประเมินอย่างง่ายๆ คือ ใช้ฝ่ามือของผู้ป่วย (ไม่รวมนิ้ว) เปรียบเทียบกับขนาดแผล โดยฝ่ามือผู้ป่วยมีพื้นที่ประมาณ 1% ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด
  • ตำแหน่งของแผล: แผลไหม้บริเวณใบหน้า ลำคอ มือ เท้า ข้อพับ อวัยวะเพศ หรือบริเวณรอบดวงตา ถือเป็นแผลไหม้รุนแรงที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง: ช่วยลดความเสียหายในนาทีวิกฤต

เมื่อลูกรักประสบเหตุ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือสารเคมี การปฐมพยาบาลที่รวดเร็วและถูกต้องคือหัวใจสำคัญ

1. กรณีแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก:

  • หยุดการสัมผัสความร้อน: รีบพาลูกออกจากแหล่งความร้อนทันที ถอดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่อยู่บริเวณแผลออกอย่างระมัดระวัง หากเสื้อผ้าติดกับแผล อย่าพยายามดึงออก เพราะจะทำให้ผิวหนังฉีกขาด
  • ลดความร้อนที่แผล: ใช้น้ำอุณหภูมิห้องสะอาด (ไม่ใช่น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) ราดผ่านบริเวณที่ถูกความร้อนอย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 10-20 นาที การใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งอาจทำให้หลอดเลือดหดตัวจนเนื้อเยื่อขาดเลือด และอาจเกิดภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia) ได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ห้ามใช้วัตถุดิบแปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการทายาสีฟัน เนย น้ำปลา ไข่ขาว หรือยาหม่อง เพราะไม่ช่วยลดความร้อน และอาจทำให้แผลติดเชื้อ หรือยากต่อการประเมินและรักษาโดยแพทย์
  • ปิดคลุมแผล: ใช้ผ้าสะอาดปราศจากเชื้อ หรือผ้าก็อซชุบน้ำเกลือสะอาดปิดแผลไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและบรรเทาความเจ็บปวด
  • บรรเทาปวดเบื้องต้น: หากลูกมีอาการปวด สามารถให้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุได้
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล: ไม่ว่าแผลจะเล็กน้อยเพียงใด หากเป็นแผลไหม้ระดับ 2 ขึ้นไป มีขนาดใหญ่ หรืออยู่บริเวณสำคัญ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

2. กรณีแผลไหม้จากสารเคมี:

  • ล้างด้วยน้ำปริมาณมาก: รีบล้างบริเวณที่สัมผัสสารเคมีด้วยน้ำสะอาดที่ไหลผ่านอย่างต่อเนื่องทันที นานอย่างน้อย 20-30 นาที หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น พยายามถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก
  • ป้องกันตนเอง: ผู้ให้การช่วยเหลือควรสวมถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี
  • ห้ามพยายามทำให้เป็นกลาง: ไม่ควรใช้สารที่เป็นกรดมาล้างแผลที่โดนด่าง หรือใช้ด่างล้างแผลที่โดนกรด เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มความร้อน และสร้างความเสียหายแก่ผิวหนังมากขึ้น
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล: แจ้งประเภทของสารเคมีที่สัมผัสโดน เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

3. ข้อควรระวังในกรณีแผลไหม้จากกระแสไฟฟ้า:

แผลไหม้จากกระแสไฟฟ้าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แม้ผิวหนังภายนอกจะดูเหมือนมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย แต่อาจมีการทำลายเนื้อเยื่อภายในอย่างรุนแรง รวมถึงหัวใจและอวัยวะภายในอื่นๆ
  • ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ก่อนเข้าช่วยเหลือ ต้องแน่ใจว่าได้ตัดกระแสไฟฟ้าออกแล้วเท่านั้น ห้ามสัมผัสตัวผู้บาดเจ็บโดยตรงหากยังมีการเชื่อมต่อกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอยู่
  • ตรวจสอบสัญญาณชีพ: หลังจากมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ให้รีบตรวจสอบการหายใจและการเต้นของหัวใจ หากไม่พบสัญญาณชีพ ให้เริ่มทำ CPR ทันที
  • ปิดคลุมแผล: คลุมแผลด้วยผ้าสะอาด
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล: ผู้ป่วยที่โดนกระแสไฟฟ้าช็อตทุกคน แม้จะรู้สึกตัวดีและไม่มีบาดแผลที่ชัดเจน ก็ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์อย่างละเอียด เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน

สัญญาณเตือนภาวะช็อก: สิ่งที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาวะช็อกเป็นภาวะที่ร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงพอ มักเกิดจากการสูญเสียน้ำหรือการควบคุมอุณหภูมิกายผิดปกติในผู้ป่วยแผลไหม้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งมีพื้นที่ผิวหนังต่อปริมาตรกายมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้สูญเสียน้ำและอุณหภูมิได้ง่ายกว่า

สัญญาณเตือนภาวะช็อกในเด็ก:

  • การเปลี่ยนแปลงของสติ: ซึมลง ไม่ตอบสนอง งอแงผิดปกติ หรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
  • อัตราการเต้นของหัวใจเร็ว: หัวใจเต้นเร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับอายุและน้ำหนัก
  • ความดันโลหิตต่ำ: อาจไม่ชัดเจนในช่วงแรก
  • การไหลเวียนเลือดไม่ดี:
    • ผิวหนังซีด เย็นชื้น มีลายเขียวคล้ำ
    • เวลาที่กดปลายเล็บแล้วปล่อย สีผิวกลับมาช้ากว่า 2 วินาที (capillary refill time > 2 วินาที)
  • ปัสสาวะน้อยลง: ในทารกและเด็กเล็ก อาจสังเกตได้จากการที่ผ้าอ้อมแห้งนานผิดปกติ หรือปัสสาวะน้อยกว่า 1-2 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง
  • อุณหภูมิกายต่ำ: เด็กอาจมีตัวเย็นหรือหนาวสั่นผิดปกติ แม้ในสภาพอากาศปกติ

สัญญาณเตือนภาวะช็อกในผู้ใหญ่:

  • กระสับกระส่าย สับสน หรือหมดสติ
  • ผิวหนังเย็นชื้น เหงื่อออกมาก
  • หายใจเร็วและตื้น
  • ชีพจรเต้นเร็วและเบา
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • ปัสสาวะออกน้อยกว่า 0.5 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง

หากสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

แนวทางการคำนวณและการบริหารสารน้ำทางหลอดเลือดดำ: เมื่อลูกรักถึงมือแพทย์

เมื่อลูกรักเดินทางมาถึงโรงพยาบาลด้วยแผลไหม้รุนแรง สิ่งหนึ่งที่ทีมแพทย์จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อทดแทนของเหลวที่ร่างกายสูญเสียไปอย่างรวดเร็วจากบาดแผลไหม้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะช็อก

หลักการคำนวณสารน้ำที่ใช้กันแพร่หลายสำหรับผู้ป่วยแผลไหม้คือ สูตร Parkland Formula (หรือ Baxter Formula) สำหรับผู้ใหญ่ แต่ในเด็ก การคำนวณและการบริหารสารน้ำจะต้องปรับให้เหมาะสมกับสรีรวิทยาของเด็กที่มีความจำเพาะ โดยแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย:

  • ขนาดของแผลไหม้: แพทย์จะประเมินพื้นที่ผิวหนังที่ถูกไหม้เป็นเปอร์เซ็นต์ (% TBSA - Total Body Surface Area) โดยมักพิจารณาเฉพาะแผลไหม้ระดับที่ 2 และ 3 ขึ้นไป
  • น้ำหนักตัวของเด็ก: การคำนวณจะอ้างอิงกับน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
  • ชนิดของสารน้ำ: โดยทั่วไปมักใช้ Ringer's Lactate Solution หรือ Normal Saline

แนวทางการคำนวณสารน้ำเบื้องต้นที่ใช้ในทางการแพทย์ (สำหรับแผลไหม้ระดับ 2 หรือ 3 ที่มี TBSA > 10-15% ในเด็ก หรือ > 15-20% ในผู้ใหญ่):

  • สำหรับเด็ก: มักใช้ปริมาณ 3-4 มิลลิลิตร x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x % TBSA บวกกับปริมาณสารน้ำบำรุงรักษา (maintenance fluid) ปกติ
  • สำหรับผู้ใหญ่: สูตร Parkland Formula คือ 4 มิลลิลิตร x น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x % TBSA

(ข้อควรทราบ: ปริมาณสารน้ำที่คำนวณได้ครึ่งหนึ่งจะถูกให้ภายใน 8 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ และอีกครึ่งหนึ่งจะถูกให้ใน 16 ชั่วโมงถัดมา โดยนับเวลาตั้งแต่เกิดเหตุ ไม่ใช่ตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล)

การบริหารสารน้ำในเด็กที่มีแผลไหม้จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและปรับเปลี่ยนตามการตอบสนองของผู้ป่วย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ปริมาณปัสสาวะ และระดับสติสัมปชัญญะ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับสารน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด โดยเฉพาะกับลูกรักของเรา แต่การมีความรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเป็นที่พึ่งแรกและสำคัญที่สุดในการช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บของลูกน้อย

จงจำไว้ว่า การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นเพียงการซื้อเวลา ก่อนนำลูกรักไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมและครบวงจรต่อไป ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย และหากมีข้อสงสัยใดๆ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ