ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อลูกตัวร้อนจัด: ความจริงเกี่ยวกับอาการชักจากไข้สูงที่พ่อแม่ต้องรู้

กลางดึกคืนหนึ่ง เสียงเคาะประตูห้องฉุกเฉินดังขึ้นพร้อมกับอ้อมกอดของผู้ปกครองที่อุ้มลูกน้อยตัวร้อนจี๋ด้วยความตื่นตระหนก คำถามแรกที่มักจะได้ยินจากปากของพ่อแม่แทบทุกรายคือ ลูกตัวร้อนขนาดนี้จะชักหรือไม่ ความกังวลนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างยิ่ง เพราะภาพของเด็กที่เกิดอาการชักเกร็งเป็นภาพที่สร้างความหวาดกลัวและวิตกกังวลให้แก่คนเป็นพ่อแม่เสมอ

ในความเป็นจริงทางการแพทย์ แม้ไข้สูงจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่มีไข้สูงแล้วจะต้องเกิดอาการชักเสมอไป การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงภาวะชักจากไข้สูง ปัจจัยกระตุ้นที่แท้จริง และการแยกแยะอาการอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมีสติและปลอดภัยที่สุด

กลุ่มอายุและปัจจัยทางพันธุกรรม: ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง

ระบบประสาทและสมองของเด็กในวัยเจริญเติบโตยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้มากที่สุดคือช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี ซึ่งมักพบอุบัติการณ์สูงสุดในช่วงอายุ 12 ถึง 18 เดือน หลังจากพ้นวัย 5 ปีไปแล้ว โอกาสเกิดอาการชักจากไข้จะลดลงอย่างมากเนื่องจากเซลล์สมองเติบโตและทนทานต่อไข้ได้ดีขึ้น

นอกจากปัจจัยด้านอายุแล้ว ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงภาวะชักจากไข้สูง มีดังนี้

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องเคยมีอาการชักจากไข้มากก่อน เด็กคนนั้นจะมีโอกาสเกิดภาวะชักจากไข้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความรวดเร็วในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ: สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการชักไม่ใช่ระดับความสูงของไข้เพียงอย่างเดียว แต่คืออัตราความเร็วในการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย ตัวอย่างเช่น ไข้ที่พุ่งจาก 37.5 องศาเซลเซียสไปเป็น 39 องศาเซลเซียสในเวลาเพียงไม่กี่นาที สมองปรับตัวไม่ทัน จึงกระตุ้นให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในสมองจนกลายเป็นการชัก

แยกให้ออก: หนาวสั่นจากไข้ขึ้นสูง กับ อาการชักเกร็งที่แท้จริง

ผู้ปกครองหลายท่านมักสับสนระหว่างอาการหนาวสั่นขณะที่ไข้กำลังจะขึ้น กับอาการชักเกร็งของจริง ซึ่งสองอาการนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การสังเกตและแยกแยะได้อย่างถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนกและช่วยในการตัดสินใจรักษาได้ทันท่วงที

วิธีสังเกตความแตกต่าง:
1. อาการหนาวสั่น (Chills): เด็กจะมีอาการสั่นเทา ปากสั่น มือเท้าเย็นเนื่องจากหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวเพื่อเก็บความร้อน แต่เด็กยังคงมีสติรู้ตัวดี ดวงตาไม่เหลือกลอย หากเรียกชื่อหรือโอบกอดและจับตัวเด็กไว้ อาการสั่นจะค่อยๆ ลดลงหรือหยุดชั่วขณะ
2. อาการชักเกร็ง (Seizure): เด็กจะสูญเสียการรับรู้ตัว ตาเหลือกขึ้นด้านบนหรือจ้องนิ่งไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนขาเกร็งหรือกระตุกอย่างเป็นจังหวะ ไม่สามารถควบคุมได้ หากเข้าไปจับตัวหรือดึงแขนขาไว้ อาการกระตุกจะไม่หยุดลง บางรายอาจมีอาการกัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก หรือริมฝีปากเขียวคล้ำร่วมด้วย

แนวทางการควบคุมอุณหภูมิและป้องกันไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินขีดอันตราย

การป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงภาวะชักจากไข้สูงที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การจัดการควบคุมไข้อย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเร็วจนเกินไป โดยมีหลักปฏิบัติที่ต้องทำควบคู่กันดังต่อไปนี้

1. การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponging)

การเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อยเป็นวิธีที่ช่วยระบายความร้อนได้รวดเร็วที่สุด ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนผิวหดตัว ส่งผลให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้และอาจทำให้เกิดอาการหนาวสั่นมากขึ้น ควรเช็ดผิวหนังโดยลูบเข้าหาหัวใจ และเน้นบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ

2. การให้ยาพาราเซตามอลอย่างเหมาะสม

ควรให้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่คำนวณจากน้ำหนักตัวของเด็ก (ปกติคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง) ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ไม่ควรให้ยาบ่อยกว่านั้นเพราะอาจส่งผลเสียต่อตับ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาลดไข้กลุ่มอื่นมาใช้เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

3. การดูแลสิ่งแวดล้อมและการระบายอากาศ

ให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่เนื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการห่มผ้าหนาๆ หรือสวมเสื้อกันหนาวหนาๆ ในขณะที่มีไข้สูง และควรจัดห้องให้อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น

สัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าอาการชักจากไข้ส่วนใหญ่มักจะหยุดได้เองภายในเวลาไม่เกิน 5 นาทีและไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก แต่หากเกิดสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ผู้ปกครองต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • อาการชักดำเนินต่อเนื่องยาวนานเกินกว่า 5 นาที
  • เด็กมีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง
  • หลังจากอาการชักสงบลงแล้ว เด็กไม่ฟื้นคืนสติ ซึมลงมาก หรือมีอาการปลุกไม่ตื่น
  • เด็กมีอาการหายใจลำบาก หายใจสะดุด หรือมีอาการริมฝีปากเขียวคล้ำ

การมีสติและการเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญในการปกป้องลูกน้อย เมื่อเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงและวิธีการสังเกตอาการอย่างละเอียดแล้ว ความตื่นตระหนกจะเปลี่ยนเป็นความมั่นใจในการดูแลสุขภาพของลูกรักให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down