ลูกฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 แล้วจะยังเป็นโรคมือเท้าปากได้อีกไหม: ประสิทธิภาพการป้องกันโรคที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
“คุณหมอคะ/ครับ ลูกฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ครบแล้ว ทำไมยังมีข่าวโรคมือเท้าปากระบาดอยู่เลย หรือบางบ้านลูกก็ยังเป็นโรคมือเท้าปากอีก แบบนี้วัคซีนยังจำเป็นอยู่ไหมคะ/ครับ”
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้ยินอยู่บ่อยครั้งจากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมารับวัคซีน หรือเมื่อถึงฤดูที่โรคมือเท้าปากระบาด ความกังวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะโรคมือเท้าปากเป็นโรคที่สร้างความไม่สบายตัวให้เด็กๆ และหากรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้นในฐานะกุมารแพทย์ ผมจึงอยากมาไขข้อข้องใจเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงบทบาทที่แท้จริงของวัคซีนนี้ครับ
ความสามารถของวัคซีนในการป้องกันเชื้อ EV71 สายพันธุ์รุนแรง
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคมือเท้าปากนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด แต่สายพันธุ์ที่น่ากังวลและมักก่อให้เกิดอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิตได้ เช่น สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะปอดบวมน้ำ ก็คือ ไวรัส EV71 (Enterovirus 71)
วัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส EV71 โดยเฉพาะ และจากข้อมูลการศึกษาทางคลินิกพบว่าวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการเจ็บป่วยจากเชื้อ EV71 และที่สำคัญคือป้องกันการเกิดโรคมือเท้าปากชนิดรุนแรงที่เกิดจาก EV71 ได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นหมายความว่า หากบุตรหลานของคุณได้รับวัคซีนครบถ้วนตามกำหนด พวกเขาจะมีความเสี่ยงที่จะป่วยหนักหรือมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากการติดเชื้อ EV71 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โอกาสการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นหลังฉีดวัคซีน
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เกิดคำถามยอดฮิตที่ว่า “ทำไมลูกยังเป็นโรคมือเท้าปากได้อีก”
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าโรคมือเท้าปากไม่ได้เกิดจาก EV71 เพียงชนิดเดียว แต่ยังมีเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้เช่นกัน ที่พบบ่อยคือ Coxsackievirus A16 และ Coxsackievirus A6 ซึ่งแม้โดยส่วนใหญ่จะก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรงเท่า EV71 แต่ก็ยังทำให้เด็กๆ มีไข้ เจ็บปาก มีผื่นตุ่มขึ้นที่มือ เท้า และบริเวณก้นได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำคือ วัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ไม่ได้ให้ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัสสายพันธุ์อื่น นั่นหมายความว่า แม้ลูกน้อยจะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ครบถ้วนแล้ว ก็ยังคงมีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคมือเท้าปากจากไวรัสสายพันธุ์อื่นเหล่านี้ได้ แต่อาการมักจะไม่รุนแรงเท่าเมื่อติดเชื้อ EV71 ที่ไม่ได้รับวัคซีน
อัตราความคุ้มกันหลังรับวัคซีนครบโดส
สำหรับวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 2 โดส โดยมีระยะห่างตามคำแนะนำของแต่ละชนิดวัคซีน
- หลังจากการรับวัคซีนครบ 2 โดส ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ EV71 ได้ในระดับสูงมาก โดยมีการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโดยรวมสูงกว่า 90% และประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงนั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีก
- ระดับภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก แต่จะสมบูรณ์และได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อได้รับวัคซีนครบตามกำหนด
- ระยะเวลาของภูมิคุ้มกันหลังรับวัคซีนครบโดส พบว่าสามารถป้องกันโรคได้ยาวนานหลายปี และยังมีการศึกษาติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
คุณพ่อคุณแม่จึงควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพการป้องกันที่สมบูรณ์ที่สุด
ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลเด็กเพื่อเลี่ยงสายพันธุ์อื่น
ในเมื่อทราบแล้วว่ายังมีไวรัสสายพันธุ์อื่นที่ก่อโรคมือเท้าปากได้ และวัคซีนป้องกันไวรัส EV71 ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด การดูแลสุขอนามัยที่ดีจึงยังคงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดครับ
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนเด็กๆ ให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังกลับจากสถานที่สาธารณะ รวมถึงผู้ดูแลเด็กเองก็ควรล้างมืออย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด: หากมีคนในบ้านหรือที่โรงเรียนป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด การใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ: ทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด
- ไม่ส่งเสริมการรับเชื้อ: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- สังเกตอาการ: หากเด็กมีอาการไข้ เจ็บปาก มีผื่นตุ่มขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ และให้เด็กหยุดเรียนหรือหยุดไปสถานรับเลี้ยงเด็กเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
โดยสรุปแล้ว วัคซีนป้องกันไวรัส EV71 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงและป้องกันอันตรายถึงชีวิตจากเชื้อ EV71 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุตรหลานจะปลอดจากโรคมือเท้าปาก 100% เพราะยังมีไวรัสสายพันธุ์อื่นที่ก่อโรคได้ การฉีดวัคซีนควบคู่ไปกับการรักษาอนามัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกน้อยจากโรคมือเท้าปากครับ