บทนำ: ทำความรู้จักกับมหันตภัยเงียบในเด็กเล็ก
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่หากเชื้อก่อโรคคือเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "EV71" ความรุนแรงของโรคจะทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล เชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถจู่โจมระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่อันตรายถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง การตระหนักรู้และเข้าใจกลไกของโรคอย่างลึกซึ้งจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กต้องศึกษาเพื่อปกป้องชีวิตของบุตรหลาน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งตระกูลนี้ประกอบด้วยไวรัสหลายสายพันธุ์ เช่น ค็อกซากีไวรัส (Coxsackievirus A16, A6, A10) และ เอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) สำหรับสายพันธุ์ EV71 นั้น มีความสามารถพิเศษในการรุกรานระบบประสาท (Neurotropism) สูงกว่าสายพันธุ์อื่น
การติดต่อของเชื้อ
เชื้อไวรัสสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านทาง:
- ระบบทางเดินอาหาร: การปนเปื้อนของเชื้อในอุจจาระ (Fecal-Oral Route) ผ่านทางมือของผู้ดูแล ของเล่น หรืออาหารที่ปนเปื้อน
- ระบบทางเดินหายใจ: การสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจาม (Droplet Transmission) ของผู้ป่วย
- การสัมผัสโดยตรง: สัมผัสกับน้ำเหลืองจากตุ่มน้ำพองบนผิวหนัง หรือน้ำลายของผู้มีเชื้อ
กลไกการเข้าสู่สมองและอวัยวะภายใน
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากหรือจมูก จะเข้าสู่กระบวนการแบ่งตัวในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองบริเวณคอหอย (Pharynx) และลำไส้ส่วนปลาย (Ileum) หลังจากนั้น เชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) ในกรณีที่ติดเชื้อสายพันธุ์ EV71 ไวรัสสามารถผ่านด่านป้องกันของสมอง (Blood-Brain Barrier) เข้าไปทำลายเซลล์ประสาทโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณก้านสมอง (Brainstem) ส่งผลให้เกิดภาวะก้านสมองอักเสบ (Brainstem Encephalitis) ซึ่งก้านสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต เมื่อก้านสมองถูกทำลาย ร่างกายจะเกิดภาวะล้มเหลวของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจอย่างเฉียบพลัน รวมถึงเกิดภาวะน้ำท่วมปอดจากระบบประสาทล้มเหลว (Neurogenic Pulmonary Edema) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
อาการสำคัญและการดำเนินโรค (Symptoms & Progression)
การดำเนินโรคของโรคมือเท้าปากสายพันธุ์ EV71 สามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ดังนี้
1. ระยะฟักตัวและอาการเริ่มแรก (Incubation & Prodromal Stage)
หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3 ถึง 6 วัน เด็กจะเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ และงอแงผิดปกติในเด็กเล็ก
2. ระยะปรากฏผื่นและแผลในปาก (Classic HFMD Stage)
หลังจากมีไข้ 1 ถึง 2 วัน จะเริ่มปรากฏรอยโรคเฉพาะตัว:
- แผลในปาก (Herpangina): พบเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ มีขอบแดง เจ็บปวดมาก มักพบบริเวณเพดานอ่อน ทอนซิล และกระพุ้งแก้ม ส่งผลให้เด็กไม่ยอมกลืนน้ำลาย น้ำลายไหลย้อย และปฏิเสธการดื่มนมหรืออาหาร
- ผื่นและตุ่มน้ำบนผิวหนัง: พบผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 2 ถึง 5 มิลลิเมตร) บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อศอก หัวเข่า และก้น ผื่นมักไม่มีอาการคัน แต่หากเป็นสายพันธุ์ EV71 บางครั้งผื่นอาจมีขนาดเล็กมากจนสังเกตได้ยาก หรืออาจไม่มีผื่นเลยแต่มีอาการทางสมองเกิดขึ้นโดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุด
3. ระยะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Neurological Stage - เฝ้าระวังสูงสุด)
หากเชื้อจู่โจมสมอง เด็กจะมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เดินเซ แขนขาอ่อนแรง มีอาการสะดุ้งผวาขณะหลับ หรือมีอาการชักเกร็ง
4. ระยะวิกฤตระบบหัวใจและปอดล้มเหลว (Cardiopulmonary Failure Stage)
เป็นระยะสุดท้ายที่เกิดตามหลังภาวะสมองอักเสบ เด็กจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียวคล้ำ อัตราการเต้นของหัวใจสูงมากผิดปกติ ความดันโลหิตสูงขึ้นเฉียบพลันแล้วตกลงอย่างรวดเร็ว ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ และมีเสมหะเป็นฟองสีชมพูจากการเกิดภาวะน้ำท่วมปอด
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที
หากบุตรหลานได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก หรือมีอาการน่าสงสัย และปรากฏอาการ "Red Flags" ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำเด็กส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด:
- ไข้สูงลอยไม่ลดลง: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงแม้ว่าจะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องนานเกิน 3 วัน
- อาการสะดุ้งผวา (Myoclonus): เด็กมีอาการสะดุ้งผวา แขนขากระตุกเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะหลับหรือขณะหลับ หรือมีอาการผวาบ่อยผิดปกติในขณะตื่น
- ซึมลงอย่างชัดเจน (Lethargy): เด็กดูอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่เล่น นอนซึมตลอดเวลา ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการสับสน ร้องไห้กวนอย่างไร้สาเหตุตลอดทั้งคืน
- อาเจียนบ่อยและรุนแรง (Persistent Vomiting): อาเจียนทุกครั้งที่ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ไม่สามารถกลืนอะไรลงคอได้เลย
- สูญเสียการทรงตัว (Ataxia): เด็กมีอาการเดินเซ แขนขาไม่มีแรง หยิบจับของหลุดมือ หรือมีอาการสั่นของมือและขาอย่างเห็นได้ชัด
- หายใจหอบเหนื่อย (Dyspnea & Tachypnea): หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจลำบาก ปีกจมูกบาน หรือมีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบานขณะหายใจ
- ระบบไหลเวียนโลหิตบกพร่อง: ตัวซีด ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ มีเหงื่อออกท่วมตัวแม้ในห้องแอร์ หรือผิวหนังมีลักษณะลายเหมือนใยแมงมุม (Mottled Skin)
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบดังนี้:
- การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะประเมินลักษณะของแผลในปาก ผื่นตามร่างกาย และตรวจประเมินระบบประสาทอย่างละเอียด เช่น การตรวจปฏิกิริยารีเฟลกซ์ (Reflexes) ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Tone) และการทรงตัว
- การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Virology Diagnostics):
- RT-PCR (Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด โดยการเก็บตัวอย่างจากสารคัดหลั่งในคอ (Throat Swab) อุจจาระ หรือสิ่งส่งตรวจจากตุ่มน้ำพอง เพื่อตรวจหาธาตุพันธุกรรมของไวรัส EV71 และระบุสายพันธุ์อย่างเฉพาะเจาะจง
- Rapid Antigen Test: การตรวจหาเชื้อเบื้องต้นจากสารคัดหลั่ง ให้ผลรวดเร็วแต่ความไวของชุดตรวจอาจต่ำกว่าวิธี RT-PCR
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมในรายที่มีอาการรุนแรง:
- การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): ตรวจเพื่อยืนยันภาวะสมองอักเสบหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยจะพบจำนวนเม็ดเลือดขาวและระดับโปรตีนในน้ำไขสันหลังสูงขึ้น
- การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูการตอบสนองของร่างกายและแยกโรคติดเชื้อแบคทีเรีย
- การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): ประเมินว่ามีภาวะปอดอักเสบหรือภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) หรือไม่
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่สามารถรักษาโรคติดเชื้อ EV71 ได้โดยตรง การรักษาจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การรักษาตามอาการและการดูแลที่บ้าน และการรักษาประคับประคองขั้นวิกฤตในโรงพยาบาล
1. การรักษาและดูแลพยาบาลที่บ้าน (สำหรับรายที่ไม่มีอาการรุนแรง)
หากแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยสามารถกลับไปดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด:
การจัดการกับความเจ็บปวดและลดไข้
- ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
- หลีกเลี่ยงยาลดไข้กลุ่มอื่นโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
วิธีการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge Method)
การเช็ดตัวลดไข้เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อป้องกันอาการชักจากไข้สูง โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายในร่างกายมากขึ้น)
- ถอดเสื้อผ้าของเด็กออกให้หมดในห้องที่มิดชิดและไม่มีลมโกรก
- ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังอย่างเบามือ โดยเช็ดในทิศทางย้อนรูขุมขนมุ่งหน้าเข้าหาหัวใจ เพื่อเปิดรูขุมขนระบายความร้อน
- วางผ้าชุบน้ำอุ่นไว้บริเวณจุดพักความร้อนขนาดใหญ่ ได้แก่ ซอกคอ รักแร้ทั้งสองข้าง และขาหนีบทั้งสองข้าง เปลี่ยนผ้าทุกๆ 2 ถึง 3 นาที
- เช็ดบริเวณแผ่นหลังและหน้าอกอย่างนุ่มนวล ระยะเวลาเช็ดตัวโดยรวมควรอยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 20 นาที
- เช็ดตัวเด็กให้แห้งสนิททันที สวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี และห้ามห่มผ้าหนา
การป้องกันภาวะขาดน้ำ (Hydration Support)
เนื่องจากเด็กเจ็บแผลในปากมากจนไม่ยอมกลืนน้ำ การป้องกันภาวะขาดน้ำจึงสำคัญที่สุด:
- ป้อนน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง (เช่น ป้อนด้วยไซริงค์ขนาดเล็กครั้งละ 2 ถึง 5 มิลลิลิตร ทุกๆ 5 ถึง 10 นาที)
- ให้รับประทานอาหารเหลวแช่เย็นหรืออุณหภูมิห้อง เช่น นมเย็น ไอศกรีมรสวานิลลา โยเกิร์ต พุดดิ้ง หรือน้ำซุปที่ไม่ร้อนและไม่มีรสจัด ความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการชาและลดความเจ็บปวดในช่องปากได้ชั่วคราว
2. การรักษาในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
หากเด็กได้รับการแอดมิท (Admission) เข้าหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก (PICU) แพทย์จะให้การรักษาพยาบาลขั้นสูง ได้แก่:
- การให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin - IVIG): เพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งความรุนแรงของโรคในรายที่มีอาการทางสมองอักเสบในระยะเริ่มแรก
- การใช้ยากระตุ้นการทำงานของหัวใจ: เช่น ยามิลริโนน (Milrinone) เพื่อประคับประคองการทำงานของหัวใจและลดแรงต้านทานของหลอดเลือดปอด
- การดูแลระบบทางเดินหายใจ: การใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ (Mechanical Ventilator) โดยตั้งค่าควบคุมแรงดันขั้นสูงเพื่อรักษาภาวะน้ำท่วมปอด
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ในการดูแลเด็กป่วยโรคมือเท้าปาก มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของเด็ก:
1. ห้ามใช้ยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDs โดยพลการ
ห้ามให้ยาแอสไพริน (Aspirin) แก่เด็กเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองและตับอักเสบเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต และควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่สามารถตัดประเด็นเรื่องโรคไข้เลือดออกออกไปได้ เนื่องจากหากเด็กเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วย ยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง
2. การคำนวณปริมาณยาลดไข้พาราเซตามอลที่ถูกต้อง
การให้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลันในเด็ก ปริมาณที่ปลอดภัยคือ:
- ขนาดยาที่เหมาะสม: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
- ความถี่ในการให้ยา: ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และ ห้ามให้เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
- ตัวอย่างการคำนวณ: เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอล 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากเป็นยาน้ำเชื่อมพาราเซตามอลสูตรมาตรฐาน 120 มิลลิกรัม ต่อ 5 มิลลิลิตร จะเท่ากับป้อนยาประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิลิตร)
3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง
เนื่องจากโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เช่น ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) จึงไม่มีผลในการรักษาโรค และยังก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการขาดน้ำแย่ลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว (Prevention & Immunization)
การป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องบุตรหลาน โดยสามารถทำได้ดังนี้:
1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส EV71 (EV71 Vaccine)
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า สามารถผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Inactivated EV71 Vaccine) ได้สำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมือเท้าปากสายพันธุ์รุนแรงและการเกิดภาวะสมองอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
- กลุ่มเป้าหมาย: เด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี
- ตารางการฉีด: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน
- ประสิทธิภาพ: ป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ EV71 ที่รุนแรงได้มากกว่าร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้ป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ EV71 เท่านั้น เด็กที่ฉีดแล้วยังมีโอกาสเป็นโรคมือเท้าปากจากสายพันธุ์อื่น เช่น Coxsackievirus ได้ แต่อาการจะไม่รุนแรง
2. การรักษาความสะอาดขั้นสูงสุดและการทำลายเชื้อที่ถูกต้อง
- การล้างมือ: สอนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหาร
- แอลกอฮอล์เจลไม่สามารถฆ่าเชื้อ EV71 ได้: เนื่องจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสเป็นไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-Enveloped Virus) แอลกอฮอล์ล้างมือทั่วไปจึงไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดไหลผ่านจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
- การทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม: ควรใช้สารฟอกขาวประเภทโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite) เช่น น้ำยาซักผ้าขาว เจือจางกับน้ำสะอาดในการเช็ดทำความสะอาดของเล่น พื้นผิวสัมผัส และของใช้ต่างๆ ของเด็ก
กล่องสรุปคำแนะนำเร่งด่วนสำหรับผู้ปกครอง (Parental Actionable Checklist)
เช็คลิสต์ด่วน: รับมือมือเท้าปากอย่างมีสติ
หากลูกรักป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ให้ตรวจสอบและปฏิบัติตามแผนผังการดูแลนี้ทันทีเพื่อความปลอดภัย:
- ตรวจสอบไข้ทุก 4 ชั่วโมง: บันทึกอุณหภูมิร่างกายและเวลาที่ป้อนยาลดไข้อย่างละเอียด
- ประเมินปริมาณน้ำในร่างกาย: ลูกต้องปัสสาวะออกอย่างน้อยทุก 6 ชั่วโมง ปากไม่แห้งเฉี่ยว และไม่มีอาการตาโหล
- เฝ้าสังเกตอาการขณะหลับ: นอนสะดุ้ง ผวาบ่อย หรือแขนขากระตุกหรือไม่? (หากมี ส่งโรงพยาบาลทันที)
- งดแอลกอฮอล์เจลชั่วคราว: เน้นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดไหลผ่านทั้งครอบครัว
- แยกผู้ป่วยและของใช้: แยกเด็กป่วยออกจากเด็กคนอื่นในบ้านอย่างน้อย 10 วัน เพื่อสกัดกั้นการแพร่เชื้อ
- ปรึกษากุมารแพทย์เรื่องวัคซีน EV71: วางแผนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันในระยะยาว
โรคมือเท้าปากสายพันธุ์รุนแรง EV71 แม้จะมีความน่ากลัวและดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว แต่หากผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจ คอยเฝ้าระวังสัญญาณเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาจากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างทันท่วงที อัตราการรอดชีวิตและความปลอดภัยของลูกน้อยก็จะสูงขึ้นอย่างมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีร่วมกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนอย่างเหมาะสม