ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ไหลลงคอ หรือเกิดหลังอุบัติเหตุ: สัญญาณเตือนอันตรายฉุกเฉินและภาวะแทรกซ้อนที่คุณหมออยากให้ระวัง

จู่ๆ ลูกน้อยก็มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือตัวคุณเองประสบอุบัติเหตุศีรษะกระแทก จมูกแตก และมีเลือดพุ่งออกมาอย่างรุนแรง... ภาพเหล่านี้มักสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับทุกคน เพราะเลือดกำเดาที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะฉุกเฉินที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น เลือดไหลลงคอจำนวนมาก หรือเกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บรุนแรง

ในฐานะแพทย์ สิ่งที่น่าห่วงใยที่สุดคือเมื่อไรที่อาการเลือดกำเดาไหลนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายที่อาจคุกคามชีวิตได้ การทำความเข้าใจสัญญาณเตือนเหล่านี้ และการรู้วิธีรับมืออย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

1. สัญญาณเตือนอันตรายจากอาการเลือดกำเดาไหลที่ต้องพบแพทย์ทันที และการประเมินความรุนแรงจากการบาดเจ็บและอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าหรือกระดูกจมูก

เลือดกำเดาไหลอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มีบางสถานการณ์ที่คุณไม่ควรมองข้าม และควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่คิด และอาจเป็นสาเหตุของภาวะ เลือดกำเดาไหลไม่หยุด:

  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีนาน 15-20 นาที: หากคุณได้บีบปีกจมูกส่วนล่างไว้แน่นโน้มตัวไปข้างหน้าแล้ว แต่เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด แสดงว่าอาจมีการบาดเจ็บของเส้นเลือดที่ใหญ่กว่าปกติ หรือมีความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด
  • มีปริมาณเลือดที่ไหลออกมาจำนวนมาก: หากสังเกตเห็นว่ามีเลือดออกมากจนน่าตกใจ หรือมีอาการหน้าซีด วิงเวียนศีรษะ มึนงง อ่อนเพลียผิดปกติ คล้ายจะเป็นลม แสดงว่ามีการสูญเสียเลือดมากจนอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้
  • เลือดไหลลงคอเป็นจำนวนมาก: นี่คือสัญญาณของเลือดกำเดาที่ออกบริเวณด้านหลังโพรงจมูก (posterior epistaxis) ซึ่งมักจะไหลแรงกว่าและควบคุมยากกว่าเลือดที่ออกด้านหน้า และมีความเสี่ยงต่อการสำลักเลือดลงปอด
  • เลือดกำเดาไหลหลังจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ใบหน้า หรือจมูกโดยตรง: หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ศีรษะกระแทก ถูกกระแทกที่ใบหน้า หรือจมูกแตก และมีเลือดกำเดาไหลร่วมด้วย ควรสงสัยถึงการบาดเจ็บที่อาจรุนแรงกว่าปกติ เช่น
    • การแตกหักของกระดูกจมูกหรือกระดูกใบหน้า: สังเกตว่ารูปทรงจมูกบิดเบี้ยวหรือไม่ เจ็บปวดรุนแรง มีอาการบวมช้ำรอบดวงตา หรือหายใจลำบากทางจมูก
    • การบาดเจ็บในสมอง หรือกระดูกฐานกะโหลก: หากมีของเหลวใสๆ คล้ายน้ำเหลืองไหลออกจากจมูกร่วมกับเลือด อาจเป็นสัญญาณของน้ำไขสันหลังรั่ว ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน
    • อาการผิดปกติทางระบบประสาท: เช่น หมดสติ ชัก พูดไม่ชัด หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป
  • มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย: เช่น มีไข้สูง ผื่นขึ้นตามตัว มีจ้ำเลือดหรือรอยฟกช้ำง่ายตามร่างกาย แสดงว่าอาจมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับความผิดปกติของเลือด เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
“สิ่งสำคัญคือการสังเกตอย่างใกล้ชิดและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงข้อบ่งชี้ว่าควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ไม่ใช่การวินิจฉัยสุดท้าย”

2. ความเสี่ยงร้ายแรงจากภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือดปริมาณมากในเคสฉุกเฉิน และอาการสำลักเลือดลงทางเดินหายใจที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจ

เมื่อเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีปริมาณมาก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งแพทย์ทุกท่านมีความกังวลอย่างยิ่ง คือ

  • ภาวะช็อกจากการสูญเสียเลือด (Hypovolemic Shock):
    เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียเลือดและของเหลวในร่างกายมากเกินไป จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ได้เพียงพอ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้ อาการของภาวะนี้ที่ควรสังเกต ได้แก่:
    • หน้าซีด ตัวเย็น เหงื่อออกท่วมตัว
    • อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ มึนงง คล้ายจะเป็นลม
    • หัวใจเต้นเร็ว แต่เบา
    • หายใจตื้นและเร็ว
    • ความดันโลหิตต่ำ (หากมีเครื่องวัด)
    • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่มีปัสสาวะ
    • ในรายที่รุนแรง อาจหมดสติ ไม่รู้สึกตัว
  • อาการสำลักเลือดลงทางเดินหายใจ และภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจ:
    เมื่อเลือดกำเดาไหลลงคอด้านหลังจำนวนมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภาวะสติไม่สมบูรณ์ หรือขณะที่ผู้ป่วยนอนหงาย เลือดเหล่านั้นอาจไหลย้อนลงสู่กล่องเสียงและหลอดลมจนเกิดการสำลักได้ การสำลักเลือดอาจนำไปสู่:
    • ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ: หากสำลักเลือดปริมาณมาก อาจทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นเฉียบพลัน หายใจไม่ออกและขาดอากาศ
    • ปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia): เลือดเป็นสารที่แปลกปลอมสำหรับปอด เมื่อเข้าไปในปอดอาจทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้ ซึ่งเป็นภาวะที่รักษายากและอาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
    • การระคายเคืองของทางเดินหายใจ: ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย หรือหายใจลำบาก

3. ข้อปฏิบัติฉุกเฉินและการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและดูแลญาติก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

เมื่อพบว่ามีสัญญาณอันตรายดังที่กล่าวมา การตั้งสติและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงก่อนถึงมือแพทย์ได้มากที่สุด

  • ตั้งสติให้สงบ: ความตื่นตระหนกจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลควรพยายามควบคุมอารมณ์เพื่อไม่ให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ตื่นกลัวตาม
  • ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ถูกต้อง (หากยังไม่ได้ทำ):
    • ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อป้องกันเลือดไหลลงคอ
    • ใช้มือบีบปีกจมูกส่วนที่อ่อนนุ่มทั้งสองข้างเข้าหากันให้แน่น ค้างไว้ประมาณ 10-15 นาที โดยหายใจทางปาก
    • วางถุงน้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณสันจมูกหรือหน้าผาก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว
    • ห้ามให้ผู้ป่วยนอนหงายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอและอาจสำลักได้
  • เตรียมข้อมูลสำคัญ: ขณะที่กำลังจะไปโรงพยาบาล หรือรอความช่วยเหลือ ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพื่อแจ้งแพทย์ทันที:
    • เลือดกำเดาไหลมานานเท่าไรแล้ว?
    • ปริมาณเลือดที่ออกประมาณเท่าไร?
    • มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เวียนศีรษะ หน้ามืด
    • เพิ่งได้รับอุบัติเหตุ หรือมีการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือใบหน้าหรือไม่?
    • กำลังรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน)
    • มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง โดยเฉพาะโรคเลือด หรือโรคตับ
    • เคยมีประวัติเลือดกำเดาไหลบ่อยหรือไม่
  • การนำส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย:
    • หากเป็นไปได้ ควรให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบายที่สุด และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยตลอดเวลาการเดินทาง
    • หากผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียมาก หรือหมดสติ ควรรีบโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (เช่น 1669) ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำอุปกรณ์และให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นระหว่างการเคลื่อนย้าย
    • หลีกเลี่ยงการขับรถเอง หากคุณเป็นผู้ที่ตกใจหรือตื่นตระหนกมากเกินไป ควรให้ผู้อื่นช่วยขับ

ภาวะเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือเกิดจากอุบัติเหตุ อาจเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือนอันตรายและแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง คุณจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพาคนที่คุณรักไปถึงมือแพทย์ได้อย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down