ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ประจำเดือนขาดไปไม่กี่วัน ตรวจปัสสาวะขึ้นสองขีดด้วยความดีใจ แต่หลังจากนั้นไม่นานกลับเริ่มมีอาการปวดหน่วงที่ท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง พร้อมกับมีเลือดออกกะปริดกะปรอยสีน้ำตาลคล้ำซึมติดชุดชั้นใน อาการเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณของการตั้งครรภ์ปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนเร่งด่วนของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูตินรีเวชที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที

กลไกการเกิดและอันตรายร้ายแรงของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก

โดยปกติแล้ว การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ จากนั้นไข่ที่ผสมแล้วจะเดินทางมาฝังตัวและเจริญเติบโตภายในโพรงมดลูกซึ่งเป็นบริเวณที่มีความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมสำหรับการโอบอุ้มทารก แต่ในกรณีของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ตัวอ่อนกลับไปฝังตัวในตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่โพรงมดลูก โดยพบได้บ่อยที่สุดบริเวณท่อนำไข่หรือปีกมดลูก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงมากกว่าร้อยละ 95 และอาจพบได้ในตำแหน่งอื่นที่มีความปลอดภัยน้อยกว่า เช่น รังไข่ ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งในช่องท้อง

อันตรายของภาวะนี้เกิดจากการที่อวัยวะอื่นๆ เช่น ท่อนำไข่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวของตัวอ่อน เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ท่อนำไข่ตึงและฉีกขาดในที่สุด การแตกของท่อนำไข่จะส่งผลให้เกิดการตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง คนไข้จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเฉียบพลัน ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะช็อก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการผ่าตัดเพื่อหยุดเลือดทันเวลา

การวิเคราะห์ระดับ Beta-hCG และอัลตราซาวด์เพื่อ วินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก

ในการดูแลรักษาคนไข้ที่มีอาการน่าสงสัย แพทย์จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจทางรังสีวิทยาอย่างละเอียดเพื่อร่วมกัน วินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ให้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดก่อนที่ท่อนำไข่จะแตก โดยมีเครื่องมือสำคัญสองประการดังนี้

1. การตรวจติดตามระดับฮอร์โมน Beta-hCG

ฮอร์โมน Beta-hCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรก ในการตั้งครรภ์ปกติที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 48 ชั่วโมง แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนมักจะไม่เป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว โดยอาจเพิ่มขึ้นช้าๆ คงที่ หรือลดลงในลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอ การเจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนนี้ห่างกัน 48 ชั่วโมงจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

2. การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด

แพทย์จะนำระดับ Beta-hCG มาวิเคราะห์ควบคู่กับผลอัลตราซาวด์ โดยมีหลักการที่เรียกว่า Discriminatory Zone ซึ่งหมายถึงระดับฮอร์โมนที่ต่ำที่สุดที่ควรจะมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ผ่านการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ถึง 2,000 mIU/mL หากผลการตรวจเลือดพบระดับฮอร์โมนสูงกว่าเกณฑ์นี้ แต่ผลอัลตราซาวด์กลับไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก ร่วมกับการพบก้อนผิดปกติที่ปีกมดลูกหรือมีน้ำขังในช่องท้อง แพทย์จะสามารถ วินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ได้ทันที

แนวทางการรักษาเพื่อรักษาชีวิตคุณแม่และถนอมมดลูกเอาไว้

เป้าหมายสูงสุดของการรักษาคือการรักษาชีวิตของคนไข้ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตกเลือด และในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาระบบสืบพันธุ์รวมถึงท่อนำไข่และมดลูกเอาไว้เพื่อโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในอนาคต โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็นสองวิธีหลักตามความรุนแรงของอาการ

1. การรักษาด้วยยา (Medical Management)

ในกรณีที่แพทย์สามารถ วินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยที่ท่อนำไข่ยังไม่แตก สัญญาณชีพของคนไข้ยังคงปกติ ไม่มีอาการปวดท้องรุนแรง และระดับ Beta-hCG ไม่สูงจนเกินไป แพทย์อาจเลือกใช้ยาฉีดกลุ่มเคมีบำบัดเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ตัวอ่อน ทำให้ตัวอ่อนค่อยๆ ฝ่อและถูกดูดซึมกลับไปเองตามธรรมชาติ วิธีนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการผ่าตัดและช่วยรักษาท่อนำไข่เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Management)

หากคนไข้มาพบแพทย์ช้า ท่อนำไข่เริ่มมีรอยปริแตก หรือมีภาวะตกเลือดในช่องท้อง การผ่าตัดจะเป็นทางเลือกเดียวเพื่อรักษาชีวิต ปัจจุบันแพทย์มักเลือกใช้ การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการผ่าตัดตามสภาพของท่อนำไข่ดังนี้

  • การผ่าเปิดท่อนำไข่เพื่อนำตัวอ่อนออก (Salpingostomy): วิธีนี้จะใช้ในกรณีที่ท่อนำไข่ยังไม่แตกเสียหายรุนแรง และคนไข้ยังต้องการมีบุตรในอนาคต แพทย์จะผ่าเปิดท่อนำไข่ นำเฉพาะเนื้อเยื่อตัวอ่อนออก แล้วปล่อยให้แผลสมานตัวเพื่อรักษาท่อนำไข่ข้างนั้นไว้
  • การผ่าตัดตัดท่อนำไข่ออก (Salpingectomy): ในกรณีที่ท่อนำไข่ฉีกขาดรุนแรง มีเลือดออกมากจนไม่สามารถเย็บซ่อมแซมได้ แพทย์จำเป็นต้องตัดท่อนำไข่ข้างที่มีปัญหาออกทั้งหมดเพื่อหยุดเลือดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่มดลูกและท่อนำไข่อีกข้างยังทำงานปกติ คุณแม่ก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ในอนาคต
ข้อควรระวังสำคัญ: หากมีประวัติประจำเดือนขาด ตรวจพบการตั้งครรภ์ แล้วมีอาการปวดเกร็งท้องน้อยข้างเดียวอย่างต่อเนื่อง หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยสีคล้ำ ห้ามนิ่งนอนใจและห้ามซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองเด็ดขาด ควรรีบเดินทางไปพบสูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปมีความหมายต่อชีวิตและการรักษาโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down