ทำไมมีอาการใจสั่น แต่ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจกลับออกมาเป็นปกติ
มีอาการใจสั่นรัว รู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเหมือนหัวใจกระตุกสะดุดไปชั่วขณะ แต่เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลและได้รับการการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram หรือ ECG/EKG) ผลกลับออกมาเป็นปกติดีทุกประการ เป็นประสบการณ์ที่พบได้บ่อยมากในห้องตรวจโรคหัวใจ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยคิดไปเองหรือไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้นจริง หากแต่เกิดจากธรรมชาติของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายชนิดที่มีลักษณะเกิดขึ้นแบบชั่วคราว (Paroxysmal Arrhythmia) มาเป็นพักๆ แล้วหายไปเอง
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาตรฐานแบบ 12 สายที่ทำในโรงพยาบาลนั้น เปรียบเสมือนการถ่ายภาพนิ่งของกระแสไฟฟ้าหัวใจในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 ถึง 15 วินาทีเท่านั้น หากขณะที่กำลังวางสายตรวจบนหน้าอก ผู้ป่วยไม่ได้มีอาการใจสั่นเกิดขึ้นในวินาทีนั้น กราฟไฟฟ้าหัวใจก็แสดงผลเป็นปกติ ทำให้แพทย์ไม่สามารถตรวจจับจังหวะที่ผิดปกติได้
ขั้นตอนการสืบค้นเพิ่มเติมเมื่อการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจยังไม่พบความผิดปกติ
เมื่อผู้ป่วยยังมีอาการรบกวนชีวิตประจำวัน แต่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาใช้เครื่องมือบันทึกจังหวะหัวใจแบบต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะเกิดอาการจริง โดยมีแนวทางการตรวจตามลำดับดังนี้
1. การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่อง 24-48 ชั่วโมง (Holter Monitor)
เป็นการติดอุปกรณ์บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขนาดเล็กไว้กับร่างกายผู้ป่วยตลอด 24 ถึง 48 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปทำภารกิจประจำวัน นอนหลับ หรือทำงานได้ตามปกติ ตัวเครื่องจะทำการบันทึกทุกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา และเมื่อเกิดอาการ ผู้ป่วยจะต้องกดปุ่มบันทึกเวลาพร้อมจดบันทึกอาการลงในสมุดบันทึก เพื่อให้แพทย์นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับกราฟไฟฟ้าหัวใจในช่วงเวลาดังกล่าว
2. เครื่องบันทึกจังหวะหัวใจชนิดพกพาเมื่อมีอาการ (Event Recorder)
ในกรณีที่อาการใจสั่นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่อาจเกิดขึ้นสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง การติดเครื่อง Holter 24 ชั่วโมงอาจยังไม่ครอบคลุม แพทย์จะแนะนำให้ใช้เครื่องบันทึกชนิดพกพา ซึ่งผู้ป่วยจะนำเครื่องมาทาบที่หน้าอกแล้วกดบันทึกเฉพาะเวลาที่เริ่มรู้สึกว่ามีอาการใจสั่นเกิดขึ้น อุปกรณ์จะบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วงก่อนและหลังเกิดอาการเอาไว้
การจดบันทึกเวลาที่เกิดอาการอย่างละเอียด ควบคู่กับการทำกิจกรรมในขณะนั้น เช่น กำลังอกกำลังกาย กำลังเครียด หรือหลังดื่มกาแฟ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยของแพทย์
วิธีรับมือเบื้องต้น: การกระตุ้นระบบประสาทเวกัสเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างปลอดภัย
หากมีอาการใจสั่นขึ้นมาฉับพลัน โดยที่ผู้ป่วยยังมีสติสมบูรณ์ ไม่มีอาการหน้ามืด แน่นหน้าอก หรือคล้ายจะเป็นลม ภาวะนี้อาจเกิดจากหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะชนิดเหนือหัวใจห้องล่าง (Supraventricular Tachycardia หรือ SVT) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ด้วยการกระตุ้นระบบประสาทเวกัส (Vagus Nerve) เพื่อส่งสัญญาณไปชะลอการทำงานของหัวใจอย่างถูกต้อง ดังนี้
- การทำ Valsalva Maneuver: ให้สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ปิดปาก เบ่งลมออกทางหน้าอกและท้องคล้ายกับการเบ่งอุจจาระหรือการสั่งน้ำมูกขณะปิดจมูก เกร็งค้างไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วินาที แล้วจึงผ่อนลมหายใจออก วิธีนี้จะเพิ่มแรงดันในช่องอกและกระตุ้นระบบประสาทเวกัสให้ทำงานส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง
- การใช้น้ำเย็นจัดกระตุ้น (Diving Reflex): นำน้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมน้ำแข็งมาล้างหน้า หรือใช้น้ำแข็งห่อผ้ากอซวางบริเวณใบหน้าและรอบดวงตาประมาณ 10-15 วินาที ความเย็นจะกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายให้ดึงอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลงโดยอัตโนมัติ
- การไอแรงๆ (Coughing): การไออย่างหนักและต่อเนื่องกันหลายๆ ครั้ง สามารถเพิ่มแรงดันในช่องอกชั่วขณะและกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทเวกัสได้เช่นเดียวกัน
ข้อควรระวังสำคัญที่ไม่ควรกระทำขณะเกิดอาการใจสั่น
ความตระหนกตกใจขณะเกิดอาการใจสั่นอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดวิธีและก่อให้เกิดอันตรายแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ข้อระวังที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด ได้แก่
- ห้ามกดหรือนวดหลอดเลือดข้างคอ (Carotid Sinus Massage) ด้วยตนเอง: แม้เทคนิคนี้จะเป็นหนึ่งในวิธีชะลอการเต้นของหัวใจทางการแพทย์ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การนวดบริเวณนี้เองอาจทำให้ตะกรันไขมันหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองจนเกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
- ห้ามกดเต้าตาหรือดวงตา (Oculocardiac Reflex): การใช้นิ้วมือออกแรงกดลงบนลูกตาเพื่อหวังให้หัวใจเต้นช้าลง มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้จอตาหลุดลอก หรือเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างดวงตาอย่างถาวร
- ห้ามรับประทานยาจัดสรรเอง: ไม่ควรนำยาควบคุมจังหวะหัวใจของผู้อื่นหรือยาที่เคยได้รับในอดีตมารับประทานเองโดยไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะนั้น เพราะหากใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉินทันที
หากอาการใจสั่นเกิดขึ้นร่วมกับมีอาการปวดแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ หายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด วูบ หรือหมดสติ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที เนื่องจากเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและทำการรักษาอย่างทันท่วงที