ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักไวรัส EBV วายร้ายซ่อนแฝงในเด็กเล็กและวัยรุ่น

ไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr Virus) หรือที่แพทย์เรียกย่อว่า ไวรัส EBV (Human Gammaherpesvirus 4) เป็นหนึ่งในไวรัสในตระกูลเฮอร์ปีส์ (Herpesvirus Family) ที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคติดเชื้อโมโนนิวคลิโอสิส (Infectious Mononucleosis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคจูบ (Kissing Disease) เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้สะสมและแพร่กระจายผ่านทางน้ำลายเป็นหลัก

ในเด็กเล็ก การติดเชื้อ EBV มักไม่แสดงอาการเด่นชัด หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองมองข้ามไป ทว่าในเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้น การติดเชื้อไวรัส EBV มักก่อให้เกิดอาการรุนแรงและเฉียบพลัน เช่น มีไข้สูงเฉียบพลัน เจ็บคออย่างรุนแรง และต่อมน้ำเหลืองโตอย่างเห็นได้ชัด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค อาการแสดง และการแปลผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค การติดต่อของไวรัส EBV

ไวรัส EBV ติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะน้ำลาย (Saliva) การติดต่อสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน เช่น ช้อน ส้อม แก้วน้ำ หรือหลอดดูด
  • การแบ่งปันของเล่นที่เด็กเล็กมักนำเข้าปากและมีคราบน้ำลายติดอยู่
  • การไอหรือจามรดกันในระยะประชิดโดยไม่มีการป้องกัน
  • การจูบหรือสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง

เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางช่องปากและลำคอ จะเริ่มเข้าจู่โจมและเพิ่มจำนวนในเซลล์เยื่อบุผิวบริเวณคอหอย (Oropharyngeal Epithelial Cells) จากนั้นไวรัสจะเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและเข้าติดเชื้อในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดบีลิมโฟไซต์ (B Lymphocytes) ผ่านทางตัวรับ CD21 การติดเชื้อนี้จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีลิมโฟไซต์ (T Lymphocytes) ทำงานอย่างหนักเพื่อกำจัดเซลล์บีที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบทั่วร่างกาย และทำให้เซลล์ทีลิมโฟไซต์มีลักษณะที่เปลี่ยนไป ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า อะทิปิคอล ลิมโฟไซต์ (Atypical Lymphocytes) หรือ ดอว์นีย์เซลล์ (Downey Cells) ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่สำคัญคือ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ EBV เข้าไปแล้ว ไวรัสชนิดนี้จะไม่ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น แต่จะแฝงตัวอยู่อย่างสงบในเซลล์ความจำบีลิมโฟไซต์ (Memory B Cells) ตลอดชีวิตของผู้ป่วย และอาจกลับมาแบ่งตัวเพิ่มจำนวนใหม่ (Reactivation) ได้เมื่อร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเผชิญกับความเครียดอย่างรุนแรง

ข้อมูลทางการแพทย์น่ารู้: ไวรัส EBV นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคโมโนนิวคลิโอสิสแล้ว ในระยะยาวและในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมด้วย ไวรัสชนิดนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal Carcinoma) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางประเภท (Burkitt Lymphoma) การดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคของการติดเชื้อ EBV

ระยะฟักตัว (Incubation Period) ของไวรัส EBV ในเด็กเล็กจะค่อนข้างสั้น ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อาจยาวนานถึง 4-6 สัปดาห์ โดยทั่วไปการดำเนินโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

1. ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase)

ผู้ป่วยจะมีอาการไม่จำเพาะเจาะจง คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ได้แก่

  • มีไข้ต่ำๆ รู้สึกรุมๆ ตัว
  • อ่อนเพลียอย่างมาก รู้สึกไม่มีแรง
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้เล็กน้อย

2. ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Acute Phase)

ระยะนี้มักเกิดขึ้นหลังเริ่มมีอาการนำ 3-5 วัน โดยจะมีอาการคลาสสิก 3 อย่าง (Classic Triad) ของโรคโมโนนิวคลิโอสิส ได้แก่

  • ไข้สูง: ผู้ป่วยมักมีไข้สูงเฉียบพลัน (38.5-40 องศาเซลเซียส) และไข้มักจะลากยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยอาจมีไข้ต่อเนื่องยาวนานถึง 1-2 สัปดาห์
  • เจ็บคออย่างรุนแรง (Severe Pharyngitis/Tonsillitis): ต่อมทอนซิลจะมีขนาดโตขึ้นมาก แดงจัด และมักพบแผ่นคราบหนองสีขาวปนเทา (Exudates) คลุมอยู่บนต่อมทอนซิล ทำให้กลืนน้ำและอาหารได้ลำบากมาก
  • ต่อมน้ำเหลืองโต (Lymphadenopathy): พบการโตของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรอบคอ โดยเฉพาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณท้ายทอยและด้านหลังคอ (Posterior Cervical Lymph Nodes) มีลักษณะนิ่มและกดเจ็บ

นอกจากนี้ ในระยะนี้ยังอาจพบภาวะตับโต (Hepatomegaly) และม้ามโต (Splenomegaly) ร่วมด้วย ซึ่งมักเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2-3 ของการป่วย และในผู้ป่วยบางรายอาจพบผื่นแดงตามผิวหนัง (Maculopapular Rash) ทั่วร่างกายได้

3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)

อาการไข้และเจ็บคอจะค่อยๆ บรรเทาลงภายใน 2-3 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองที่โตและม้ามที่โตจะค่อยๆ ยุบลงสู่ขนาดปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม อาการอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง (Fatigue) อาจคงอยู่ยาวนานหลายเดือนหลังจากหายจากอาการเฉียบพลันแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กอย่างมาก

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่พ่อแม่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที:
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเสียงดัง หรือนอนกรนดังผิดปกติ เนื่องจากต่อมทอนซิลโตมากจนอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน (Airway Obstruction)
  • ผู้ป่วยซึมลงมาก ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม มีอาการของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง ปัสสาวะไม่ออกนานกว่า 6-8 ชั่วโมง
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันบริเวณใต้ชายโครงซ้าย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการแตกของม้าม (Splenic Rupture) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชักเกร็ง คอแข็ง ซึมลึก หรือสับสนกะวนกะวาย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เนื่องจากอาการของการติดเชื้อ EBV คล้ายคลึงกับการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียชนิดอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไข้เลือดออก (Dengue) หรือการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ดังนี้

1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)

แพทย์มักพบภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (Leukocytosis) โดยเฉพาะสัดส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่สูงกว่าปกติ (Lymphocytosis > 50%) และตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่มีลักษณะพิเศษหรือ อะทิปิคอล ลิมโฟไซต์ (Atypical Lymphocytes) มากกว่า 10% ของจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมด

2. การตรวจหาแอนติบอดีชนิด Heterophile (Heterophile Antibody Test หรือ Monospot Test)

เป็นการตรวจคัดกรองที่รวดเร็วและให้ผลได้ทันที อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้อาจให้ผลลบปลอม (False Negative) ในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังไม่สามารถสร้างแอนติบอดีชนิดนี้ได้ดีพอ

3. การเจาะเลือดตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อไวรัส EBV (EBV Serology)

นี่คือวิธีการตรวจที่เป็นมาตรฐานและมีความแม่นยำสูงสุดในการระบุสถานะการติดเชื้อ โดยแพทย์จะตรวจวัดระดับของแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงต่อชิ้นส่วนต่างๆ ของไวรัส EBV ซึ่งการแปลผลตรวจเลือด EBV สื่อถึงอะไร สามารถจำแนกได้ดังนี้

ตัวบ่งชี้ทางน้ำเหลือง (Serological Markers) ความหมายและการแปลผลทางการแพทย์
VCA IgM (Viral Capsid Antigen IgM) จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการติดเชื้อเฉียบพลัน และคงอยู่ประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนจะสลายไป หากให้ผลบวก (+) สื่อถึงการติดเชื้อเฉียบพลันในปัจจุบัน (Acute Primary Infection)
VCA IgG (Viral Capsid Antigen IgG) จะปรากฏขึ้นพร้อมกับ VCA IgM และคงอยู่ไปตลอดชีวิต หากให้ผลบวก (+) ร่วมกับ VCA IgM สื่อถึงการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน แต่หากผลบวกเฉพาะ VCA IgG โดยที่ IgM เป็นลบ สื่อถึงการเคยติดเชื้อมาแล้วในอดีต (Past Infection)
EA-D (Early Antigen D) จะปรากฏเฉพาะในช่วงที่ไวรัสกำลังแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างแข็งขัน หากให้ผลบวก (+) มักพบในระยะเฉียบพลันของการติดเชื้อ หรือในกรณีที่ไวรัสที่แฝงตัวอยู่กลับมาทำงานใหม่ (Reactivation)
EBNA IgG (Epstein-Barr Nuclear Antigen IgG) จะสร้างขึ้นช้ามาก มักตรวจพบหลังการติดเชื้อไปแล้ว 2-4 เดือน และคงอยู่ไปตลอดชีวิต หากให้ผลบวก (+) สื่อถึงการติดเชื้อในอดีต และช่วยแยกแยะว่าไม่ใช่การติดเชื้อเฉียบพลันในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

สรุปการแปลผลตรวจเลือด EBV เพื่อการรักษา

  • ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน (Susceptible to Infection): ผลตรวจ VCA IgM, VCA IgG, EBNA IgG
  • กำลังติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน (Acute Primary Infection): ผลตรวจ VCA IgM (+), VCA IgG (+/-), EBNA IgG ร่วมกับอาจพบ EA-D (+)
  • เคยติดเชื้อในอดีตและมีภูมิคุ้มกันแล้ว (Past Infection): ผลตรวจ VCA IgM, VCA IgG (+), EBNA IgG (+)
  • ไวรัสกลับมาทำงานใหม่ (Reactivation): ผลตรวจ VCA IgM (- หรือมีระดับต่ำมาก), VCA IgG (+), EBNA IgG (+), EA-D (+)

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลรักษาที่บ้าน

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงหรือยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาการติดเชื้อ EBV ในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ยาต้านไวรัสอย่างอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ไม่ช่วยลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของโรคอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก ดังนั้น หัวใจสำคัญของการรักษาคือ การประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) และการดูแลพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี ดังนี้

1. การจัดการไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัย

  • ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว โดยคำนวณขนาดยาที่ปลอดภัยตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด
  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: คือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากพิษของยา
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งจำเป็น โดยให้เช็ดในทิศทางย้อนเข้าหาหัวใจ เน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดในการเช็ดตัวเนื่องจากจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและเกิดอาการสั่น ซึ่งทำให้ไข้สูงยิ่งขึ้น

2. การรักษาสมดุลของน้ำและสารอาหาร

  • กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (Oral Rehydration Salts: ORS) เพื่อทดแทนการเสียน้ำจากไข้สูงและการรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • ให้อาหารที่มีลักษณะเหลว อ่อน ย่อยง่าย และไม่ร้อนจัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ เพื่อลดการระคายเคืองและลดอาการเจ็บปวดขณะกลืนน้ำลาย

3. การพักผ่อนและการจำกัดกิจกรรม

  • ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างเต็มที่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • ข้อควรระวังขั้นวิกฤต: เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อ EBV มีโอกาสเกิดภาวะม้ามโตได้สูงมาก ผู้ป่วยจึงต้อง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหม การวิ่งเล่นที่รุนแรง หรือกีฬาที่มีการปะทะ (Contact Sports) ทุกชนิด เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือยูโด เป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์นับจากเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันภาวะม้ามแตกจากการกระแทก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในการลดไข้สำหรับเด็กที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัส เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับถูกทำลายเฉียบพลันร่วมกับสมองบวมที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) โดยไม่จำเป็น: เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาโรคแล้ว หากแพทย์วินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย และสั่งจ่ายยาในกลุ่มอะมิโนเพนิซิลลิน เช่น ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรือแอมพิซิลลิน (Ampicillin) ผู้ป่วยติดเชื้อ EBV เกือบ 70-90% จะเกิดปฏิกิริยาแพ้ยาที่เรียกว่า ผื่นจากการใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin-induced Rash) ซึ่งจะขึ้นเป็นผื่นแดงคันกระจายทั่วร่างกายอย่างรุนแรง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส EBV ที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในทางการแพทย์ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยและการเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนี้

  • ฝึกฝนให้เด็กๆ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลานานอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นอย่างเด็ดขาด เช่น ช้อน ส้อม แก้วน้ำ แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า และของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย
  • ทำความสะอาดของเล่นเด็กและของใช้ในบ้านที่ต้องสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
  • ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ดูแลให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ตามเกณฑ์อายุ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำเมื่อร่างกายฟื้นตัวดีแล้ว เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคในระยะยาว
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Actionable Checklist):
  • สังเกตลักษณะอาการไข้ หากลูกไข้สูงเกิน 3 วันร่วมกับอาการเจ็บคอมาก ให้พาไปพบกุมารแพทย์
  • บันทึกและคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวจริงของลูกก่อนป้อนยาทุกครั้ง
  • เน้นย้ำไม่ให้ลูกวิ่งเล่นกระแทกหรือเล่นกีฬาโลดโผนในช่วง 1 เดือนแรกของการเจ็บป่วยเพื่อความปลอดภัยของม้าม
  • ปฏิเสธการซื้อยาฆ่าเชื้อคออักเสบ (Amoxicillin) มารับประทานเองโดยเด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงผื่นแพ้ยาเฉียบพลัน
  • แยกภาชนะใส่อาหารและน้ำดื่มของลูกออกจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัวอย่างเด็ดขาดในขณะที่ยังมีอาการเจ็บป่วย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down