ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปน และปวดท้องน้อย: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
เคยหรือไม่ที่ก้มมองลงในสุขาแล้วต้องตกใจเมื่อพบว่าน้ำปัสสาวะกลายเป็นสีชมพู สีแดงจางๆ หรือมีก้อนเลือดปนมาด้วย ร่วมกับความรู้สึกปวดแสบทรมานบริเวณปลายอวัยวะเพศและปวดตึงเกร็งที่ท้องน้อย อาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่หมอพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติประจำวัน และมักเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทำให้คนไข้ต้องรีบเดินทางมาพบแพทย์ทันทีด้วยความกังวลใจ
การขับถ่ายปัสสาวะเป็นกระบวนการขับของเสียตามธรรมชาติที่ไม่ควรสร้างความเจ็บปวดใดๆ ดังนั้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนจากร่างกายว่ากำลังเกิดการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องการการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
อาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด จากโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โดยทั่วไป ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างซึ่งประกอบด้วยกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ มีโอกาสสัมผัสและติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อ Escherichia coli (E. coli) ที่อาศัยอยู่บริเวณรอบรูเปิดท่อปัสสาวะหรือทางเดินอาหาร เมื่อเชื้อเหล่านี้หลุดลอดเข้าไปในท่อปัสสาวะและเจริญเติบโตในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
เยื่อบุผิวภายในกระเพาะปัสสาวะที่กำลังอักเสบจะเกิดอาการบวม แดง และระคายเคืองอย่างมาก ส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการหลัก ดังนี้:
- อาการปัสสาวะแสบขัด (Dysuria): รู้สึกแสบ ร้อน หรือเจ็บแปลบทุกครั้งที่ปัสสาวะ โดยเฉพาะช่วงใกล้จะสุด
- ปัสสาวะบ่อยและกะปริบกะปรอย: รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา แต่เมื่อไปเข้าห้องน้ำกลับออกมาเพียงเล็กน้อย
- ปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย (Suprapubic pain): เกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะที่กำลังอักเสบ
- ปัสสาวะมีเลือดปน (Hematuria): เมื่อเยื่อบุอักเสบอย่างรุนแรง เส้นเลือดฝอยบริเวณดังกล่าวจะแตกออก ทำให้มีเม็ดเลือดแดงหลุดปนออกมาในปัสสาวะ อาจเห็นเป็นสีปัสสาวะที่เข้มขึ้น สีคล้ายน้ำล้างเนื้อ หรือมีก้อนเลือดขนาดเล็กปะปน
ในผู้หญิงจะพบภาวะนี้ได้บ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า และรูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม หากเกิดอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือดในผู้ชาย อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ซับซ้อนกว่า เช่น โรคต่อมลูกหมากอักเสบ หรือการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
สัญญาณโรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน และความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
หากปล่อยให้การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะดำเนินไปโดยไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ เชื้อแบคทีเรียสามารถลุกลามย้อนขึ้นตามท่อไตไปสู่ไต เกิดเป็น โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis) ซึ่งเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนที่มีความรุนแรงสูงกว่ามาก
สัญญาณเตือนว่าเชื้อได้ลุกลามถึงไตแล้ว:
- มีไข้สูง หนาวสั่นอย่างรุนแรง (High fever with shaking chills)
- ปวดหลัง หรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน (Flank pain) โดยเฉพาะเมื่อแพทย์เคาะเบาๆ บริเวณมุมหลังใต้ซี่โครง (Costovertebral angle tenderness)
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียอย่างหนัก และเบื่ออาหาร
- อาการแสบขัดหรือปัสสาวะเป็นเลือดยังคงมีอยู่ หรือรุนแรงขึ้น
ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (Clot Retention)
นอกจากนี้ ในกรณีที่การอักเสบทำให้เกิดเลือดออกในปริมาณมาก เลือดที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะอาจจับตัวกันเป็นก้อนลิ่มเลือด (Blood clots) ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ก้อนเลือดเหล่านี้จะไปบล็อกบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะหรือรูเปิดท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไหลไม่ออก คนไข้จะเกิดอาการปวดเกร็งท้องน้อยอย่างรุนแรง กระเพาะปัสสาวะโป่งพอง และไม่สามารถขับปัสสาวะออกมาได้เอง ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางเดินปัสสาวะที่ต้องได้รับการใส่สายยางสวนเพื่อล้างก้อนเลือดออกโดยเร็ว
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
"การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะรอให้หายเองได้ เพราะหากเชื้อเล็ดลอดเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต อาจอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันสั้น"
หากมองข้ามสัญญาณเตือนและปล่อยให้การติดเชื้อเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ดังนี้:
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากระบบทางเดินปัสสาวะ (Urosepsis): เชื้อแบคทีเรียจากไตที่อักเสบซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตตก ช็อก และอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว เป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตที่ต้องได้รับการรักษาในห้องไอซียู
- เกิดฝีในไต (Renal Abscess): การอักเสบรุนแรงสะสมจนกลายเป็นหนองในเนื้อไต ซึ่งอาจต้องได้รับการเจาะระบายหนองหรือผ่าตัด
- เนื้อไตถูกทำลายและเกิดรอยแผลเป็น (Renal Scarring): การติดเชื้อที่ไตซ้ำๆ จะทำให้เกิดรอยแผลเป็นในเนื้อไต นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไตเสื่อมเรื้อรังในระยะยาว
- การติดเชื้อซ้ำและการดื้อยา: การซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับการตรวจปัสสาวะ หรือกินยาปฏิชีวนะไม่ครบตามคำสั่งแพทย์ ทำให้เชื้อพัฒนากลายเป็นเชื้อดื้อยา ซึ่งยากต่อการรักษาในอนาคต
แนวทางการดูแลและเมื่อไรที่ต้องมาพบแพทย์ทันที
เมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด สิ่งสำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และส่งเพาะเชื้อ (Urine culture) เพื่อหาชนิดของแบคทีเรียและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะให้ตรงจุด
ข้อปฏิบัติตนเบื้องต้นเมื่อมีอาการ:
- ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: ช่วยจางเจือเชื้อโรคและขับแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะ (เว้นแต่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ)
- ห้ามกลั้นปัสสาวะ: เมื่อรู้สึกปวดควรถ่ายปัสสาวะทันทีเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: งดเว้นกาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำลม และอาหารรสจัดในช่วงที่มีอาการ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด: รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและเชื้อดื้อยา
หากมีอาการร่วม เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หรือปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากมีลิ่มเลือดอุดกั้น ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอหรือซื้อยารับประทานเองอย่างเด็ดขาด