ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วินาทีชีวิตกับการตั้งสติ: เมื่อต้องเผชิญเหตุคนจมน้ำและไฟฟ้าช็อต

ในห้องฉุกเฉิน หมอมักพบเคสผู้ประสบอุบัติเหตุที่น่าเสียดายตรงที่ผู้เข้าช่วยเหลือกลับกลายเป็นผู้บาดเจ็บอีกคน หรือกระบวนการปฐมพยาบาลทำผิดวิธีจนทำให้สมองของผู้ป่วยขาดอ็อกซิเจนนานเกินไป วินาทีที่เห็นคนหมดสติอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะจากการโดนกระแสไฟฟ้าช็อตหรือการจมน้ำ ความตกใจคือเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือสติและการรู้หลักวิชาการที่ถูกต้อง การช่วยชีวิตคนจมน้ำและไฟดูดให้ปลอดภัยทั้งผู้ประสบเหตุและผู้ช่วยเหลือนั้น มีขั้นตอนที่ชัดเจนและต้องปฏิบัติอย่างแม่นยำ

1. ประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุก่อนเข้าช่วยเหลือ

กฎเหล็กข้อแรกและสำคัญที่สุดในการกู้ชีพคือ ผู้ช่วยเหลือต้องปลอดภัยก่อนเสมอ (Scene Safety) หากสถานที่เกิดเหตุยังมีความเสี่ยง ยอดผู้บาดเจ็บจะเพิ่มขึ้นทันที

อันตรายจากไฟฟ้าช็อต

อย่าพุ่งตัวเข้าไปจับหรืออุ้มผู้ป่วยทันทีที่เห็นคนโดนไฟดูดเด็ดขาด หากผู้ป่วยยังแตะอยู่กับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า กระแสไฟสามารถไหลผ่านตัวผู้ป่วยมายังผู้ช่วยเหลือได้

  • ตัดกระแสไฟ: สับสวิตช์ไฟ คัตเอาต์ หรือเบรกเกอร์ใหญ่ทันที
  • ใช้อุปกรณ์ที่ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า: หากไม่สามารถตัดไฟได้ ให้ใช้เขี่ยสายไฟออกด้วยวัสดุที่แห้งและเป็นฉนวน เช่น ไม้แห้ง พลาสติกหนา หรือท่อ PVC ห้ามใช้วัสดุเปียกหรือโลหะเด็ดขาด
  • ยืนบนพื้นที่แห้ง: หากบริเวณนั้นมีน้ำขัง ห้ามก้าวเข้าไปจนกว่าจะมั่นใจว่าได้ตัดกระแสไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว

อันตรายจากเหตุจมน้ำ

การกระโดดลงไปช่วยคนจมน้ำโดยไม่มีอุปกรณ์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ช่วยเหลือจมน้ำเสียชีวิตเสียเอง ให้ยึดหลัก ตะโกน โยน ยื่น เป็นลำดับแรก

  • ตะโกน: ตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และโทรแจ้งสายด่วนกู้ชีพ 1669
  • โยน: โยนอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ให้ผู้ป่วยยึดเกาะ เช่น ห่วงยาง ถังพลาสติกปิดฝา หรือชูชีพ
  • ยื่น: ยื่นอุปกรณ์ยาวๆ เช่น ไม้ ท่อน้ำ หรือผ้าขาวม้า ให้ผู้ป่วยจับแล้วดึงเข้าฝั่ง โดยผู้ช่วยเหลือต้องหมอบหรือนอนราบกับพื้นเพื่อป้องกันการถูกดึงตกน้ำ

2. ขั้นตอนการปฐมพยาบาลและ CPR กรณีได้รับกระแสไฟฟ้าช็อต

กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงหรือหยุดเต้นฉับพลัน รวมถึงส่งผลต่อศูนย์ควบคุมการหายใจในสมอง

ขั้นตอนการปฏิบัติ

เมื่อตัดกระแสไฟและย้ายผู้ป่วยมายังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ให้ประเมินการตอบสนองทันที

  • เรียกและปลุก: ตบไหล่ทั้งสองข้างแรงๆ แล้วเรียกด้วยเสียงดัง
  • ตรวจการหายใจ: สังเกตการเคลื่อนไหวของหน้าอกไม่เกิน 10 วินาที หากผู้ป่วยไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก (Gasping) ให้ถือว่าหัวใจหยุดเต้น
  • ขอความช่วยเหลือและ AED: โทร 1669 และนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) มาโดยเร็วที่สุด
  • เริ่มกดหน้าอก (CPR): วางส้นมือข้างหนึ่งไว้ครึ่งกึ่งกลางอก (ระดับราวนม) นำมืออีกข้างมาประสาน วางแขนให้ตั้งตรง 90 องศา กดหน้าอกด้วยความลึกอย่างน้อย 5-6 เซนติเมตร (สำหรับผู้ใหญ่) ความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที กดต่อเนื่องสลับกับการช่วยหายใจ (กด 30 ครั้ง ช่วยหายใจ 2 ครั้ง) หรือกดหน้าอกต่อเนื่องหากไม่สะดวกช่วยหายใจทางปาก
  • ใช้เครื่อง AED: เมื่อเครื่องมาถึง ให้เปิดเครื่องและติดแผ่นนำไฟฟ้าตามตำแหน่งที่ระบุบนเครื่องทันที และปฏิบัติตามคำสั่งเสียงของเครื่องอย่างเคร่งครัด

3. แนวทางการกู้ชีพผู้ป่วยภาวะจมน้ำ: เน้นการช่วยหายใจควบคู่กับการกดหน้าอก

จุดแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจวายทั่วไปกับผู้ป่วยจมน้ำ คือ กลไกการหยุดเต้นของหัวใจ ผู้ป่วยจมน้ำเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการขาดอ็อกซิเจน (Hypoxia) ดังนั้นการเติมอ็อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายจึงมีความสำคัญเป็นลำดับแรก

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมาก: ห้ามอุ้มผู้ป่วยพาดบารีดน้ำ หรือกดท้องเพื่อให้น้ำออก เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้น้ำออกจากปอดแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยอาเจียนและสำลักเศษอาหารเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิตอย่างมาก

ขั้นตอน CPR สำหรับคนจมน้ำอย่างถูกต้อง

  • ประเมินการหายใจ: เมื่อนำขึ้นมาจากน้ำแล้ว จัดผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็ง ตรวจดูการหายใจ
  • เริ่มจากการเป่าปากช่วยหายใจก่อน: หากผู้ป่วยไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจโดยการกดหน้าผากและเชยคางขึ้น (Head tilt - Chin lift) จากนั้นบีบจมูกและเป่าลมเข้าปากผู้ป่วย จำนวน 5 ครั้งแรก (สังเกตให้หน้าอกยกขึ้น)
  • เริ่มกดหน้าอกสลับเป่าปาก: ทำการกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง (อัตราส่วน 30:2) อย่างต่อเนื่อง
  • ทำอย่างสม่ำเสมอ: ทำ CPR ต่อเนื่องจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัว หายใจได้เอง หรือทีมแพทย์กู้ชีพมาถึง

4. การจัดท่าฟื้นคืนชีพ (Recovery Position) เมื่อผู้ป่วยกลับมามีสัญญาณชีพ

หากผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว ลืมตา หายใจได้เอง หรือมีสัญญาณชีพกลับมาแล้ว แต่ยังคงมีอาการไอ มึนงง หรือยังไม่ได้สติสมบูรณ์ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการป้องกันไม่ให้ทางเดินหายใจอุดกั้น

ขั้นตอนการจัดท่าฟื้นคืนชีพ

การจัดให้นอนตะแคงข้างจะช่วยป้องกันไม่ให้โคนลิ้น ตกไปอุดทางเดินหายใจ และป้องกันการสำลักหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนหรือมีน้ำเกลือกอยู่ในปาก

  • ผู้ช่วยเหลือนั่งข้างผู้ป่วย คลายเสื้อผ้าที่แน่นออก
  • ยกแขนผู้ป่วยฝั่งที่อยู่ใกล้ตัวผู้ช่วยเหลือขึ้นชี้ไปข้างลำตัว (ทำมุมฉาก)
  • นำแขนผู้ป่วยฝั่งตรงข้ามมาวางพาดข้ามอก โดยให้หลังมือแตะที่แก้มฝั่งใกล้ตัวผู้ช่วยเหลือ
  • งอเข่าของผู้ป่วยฝั่งตรงข้ามขึ้น
  • ใช้มือข้างหนึ่งจับบริเวณเข่าที่งอ อีกข้างจับบริเวณไหล่ แล้วค่อยๆ ดึงตัวผู้ป่วยให้หมุนพลิกตะแคงมาทางผู้ช่วยเหลือ
  • ปรับหัวเข่าข้างที่งอให้ทำมุมฉากกับลำตัวเพื่อช่วยพยุงไม่ให้ตัวพลิกกลับ
  • เอียงศีรษะผู้ป่วยไปด้านหลังเล็กน้อย เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และให้ปากชี้ลงพื้นเล็กน้อยเพื่อให้ของเหลวไหลออกมาได้
  • เฝ้าสังเกตการหายใจของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง

อุบัติเหตุจากการจมน้ำและกระแสไฟฟ้าช็อตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การมีสติ ไม่ตื่นตระหนก ประเมินความปลอดภัยก่อนเข้าช่วยเหลือเสมอ และลงมือทำ CPR ด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง คือบทบาทสำคัญที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้ต่อชีวิต และส่งต่อผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ