ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายและถ่ายเป็นเลือด

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายย่อมเผชิญกับความเสื่อมถอยของระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร อาการปวดท้องน้อยข้างซ้ายเฉียบพลันร่วมกับการขับถ่ายที่มีเลือดปน เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญทางสุขภาพที่พบบ่อยในห้องฉุกเฉิน อาการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความวิตกกังวลให้แก่ตัวผู้สูงอายุเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับบุตรหลานในการสังเกตอาการและนำส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที

ในทางการแพทย์ อาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายร่วมกับถ่ายเป็นเลือดในวัยเก๋ามักชี้เป้าไปที่สองโรคสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับความเสื่อมของผนังและโครงสร้างลำไส้ใหญ่ ได้แก่ ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis) และภาวะเลือดออกผิดปกติจาก หลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ (Angiodysplasia of the colon) การทำความเข้าใจพยาธิสภาพ กลไกการเกิดโรค และการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้

1. พยาธิสภาพของถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis) กับอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย

เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณผนังลำไส้ใหญ่จะเริ่มเสื่อมสภาพและสูญเสียความยืดหยุ่น ประกอบกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยและการมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ลำไส้ต้องใช้แรงบีบตัวสูงขึ้นเพื่อขับอุจจาระ แรงดันภายในช่องลำไส้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะดันให้ผนังลำไส้ส่วนที่อ่อนแอโป่งพองออกไปด้านนอก เกิดเป็นกระเปาะหรือถุงเล็กๆ ที่เรียกว่า Diverticulosis ซึ่งมักพบมากที่สุดบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนคด (Sigmoid Colon) ซึ่งอยู่บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย

ภาวะ ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ เกิดขึ้นเมื่อมีเศษอุจจาระขนาดเล็กหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดตันในถุงดังกล่าว ทำให้เกิดการกดทับ หลอดเลือดมาเลี้ยงไม่ได้ ส่งผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือด เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย และนำไปสู่การอักเสบติดเชื้อในที่สุด

ลักษณะอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายเฉียบพลันในผู้สูงอายุ

  • อาการปวดตื้อต่อเนื่อง: ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเกร็งหรือปวดตื้อตลอดเวลาบริเวณท้องน้อยด้านซ้าย ต่างจากการปวดท้องปกติที่จะปวดเป็นพักๆ
  • มีไข้และหนาวสั่น: เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการอักเสบติดเชื้อในร่างกาย
  • การขับถ่ายเปลี่ยนไป: อาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย
  • การตรวจร่างกายทางคลินิก: แพทย์มักตรวจพบอาการกดเจ็บ (Tenderness) หรืออาการเจ็บเมื่อปล่อยมือ (Rebound tenderness) บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบที่เริ่มลามไปยังเยื่อบุช่องท้อง

2. ภาวะเสียเลือดในระบบทางเดินอาหารจากหลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ (Angiodysplasia)

ในขณะที่ถุงผนังลำไส้อักเสบก่อให้เกิดอาการปวดท้องและอักเสบเด่นชัด อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุถ่ายเป็นเลือดสีแดงสดหรือสีแดงคล้ำโดยไม่มีอาการปวดท้องนำมาก่อน คือภาวะ หลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หรือ Angiodysplasia

พยาธิสภาพของโรคนี้เกิดจากความเสื่อมตามวัยของหลอดเลือดฝอยและหลอดเลือดดำขนาดเล็กในชั้นใต้เยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่ (Submucosa) หลอดเลือดเหล่านี้เกิดการขยายตัว โค้งงอ และเปราะบางง่ายกว่าปกติ เมื่อเวลาผ่านไป ผนังหลอดเลือดที่บางตัวลงจะฉีกขาดได้ง่ายจากการบีบตัวตามธรรมชาติของลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ

“ความน่ากลัวของภาวะหลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ คือการที่ผู้ป่วยมักไม่มีอาการปวดท้อง ทำให้ชะล่าใจ คิดว่าเป็นเพียงอาการริดสีดวงทวารธรรมดา จนกระทั่งเกิดภาวะซีดและอ่อนเพลียรุนแรงจากการเสียเลือดเรื้อรัง”

การเสียเลือดจากภาวะนี้อาจเกิดขึ้นในลักษณะเฉียบพลัน (มีเลือดสีแดงสดหรือสีแดงอิฐปริมาณมากไหลออกมาทางทวารหนัก) หรือเป็นแบบเรื้อรังซึมลึก ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อยครั้งจากการขาดธาตุเหล็กและภาวะโลหิตจาง

3. ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคเพื่อระบุพยาธิสภาพที่แน่นอน

เมื่อผู้สูงอายุเข้ามารับการรักษาด้วยอาการข้างต้น แพทย์จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยเครื่องมือหลักทางการแพทย์มีดังนี้:

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Scan of the Abdomen)

ในระยะเฉียบพลันที่มีอาการปวดท้องรุนแรงและสงสัยภาวะ ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ การทำ CT Scan ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) เนื่องจากสามารถแสดงภาพความหนาตัวของผนังลำไส้ การอักเสบของไขมันรอบลำไส้ และตรวจหาภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ฝีในช่องท้อง (Abscess) หรือการมีลมรั่วจากลำไส้ทะลุได้อย่างแม่นยำ

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยภาวะ หลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ เนื่องจากแพทย์สามารถมองเห็นลักษณะหลอดเลือดที่แดงคล้ายใยแมงมุมบนผิวลำไส้ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของถุงผนังลำไส้อักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะ หลีกเลี่ยง การส่องกล้องในช่วงแรก เนื่องจากแรงลมจากการส่องกล้องอาจทำให้ลำไส้ที่กำลังอักเสบและบอบบางเกิดการทะลุได้ โดยทั่วไปจะนัดมาส่องกล้องหลังจากอาการอักเสบดีขึ้นแล้วประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและตรวจหาโรคร่วมอื่นๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจทางรังสีร่วมรักษา (Angiography / RBC Scan)

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเลือดออกในทางเดินอาหารปริมาณมากจนไม่สามารถมองเห็นรอยโรคจากการส่องกล้องได้ แพทย์อาจพิจารณาฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดแดงเพื่อหาจุดที่เลือดรั่วซึม หรือใช้วิธีทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในการตรวจจับเม็ดเลือดแดงที่รั่วไหลในระบบทางเดินอาหาร

4. แนวทางการรักษาและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างยั่งยืน

การดูแลรักษาผู้สูงอายุที่มีอาการปวดท้องน้อยและถ่ายเป็นเลือดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์เฉพาะทางและญาติผู้ดูแล โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักตามพยาธิสภาพของโรค ดังนี้:

การรักษาถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ

  • การรักษาแบบประคับประคองและยาปฏิชีวนะ: ในรายที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้ผู้ป่วยงดอาหารชั่วคราวหรือทานอาหารเหลวใสเพื่อให้ลำไส้ได้พัก ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้ปวด และการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
  • การรักษาโดยการผ่าตัด: จะพิจารณาในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ผนังลำไส้ทะลุ (Perforation) เยื่อบุช่องท้องอักเสบจากการติดเชื้อ หรือมีการอุดตันของลำไส้ใหญ่ โดยแพทย์อาจทำการตัดลำไส้ส่วนที่มีปัญหาออกและอาจต้องทำทวารเทียมชั่วคราว

การรักษาภาวะหลอดเลือดในลำไส้ใหญ่ผิดปกติ

  • การจี้ทำลายหลอดเลือดผ่านการส่องกล้อง: หากตรวจพบจุดเลือดออกขณะส่องกล้อง แพทย์สามารถใช้วิธีจี้ด้วยความร้อนหรือแก๊สอาร์กอน (Argon Plasma Coagulation - APC) เพื่อปิดหลอดเลือดที่ผิดปกติและหยุดเลือดได้ทันที
  • การให้สารน้ำและส่วนประกอบของเลือด: เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่สูญเสียไปในรายที่มีอาการซีดรุนแรง

แนวทางการป้องกันและการปฏิบัติตัวสำหรับผู้สูงอายุที่บ้าน

เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำและลดความดันภายในลำไส้ใหญ่ ผู้ดูแลควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด:

เน้นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกและการออกแรงเบ่งอุจจาระ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาระงับปวดกลุ่ม NSAIDs มารับประทานเอง เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร

สุดท้ายนี้ หากพบว่าผู้สูงอายุที่บ้านมีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายอย่างรุนแรง มีไข้สูง หรือถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ไม่ควรรอดูอาการที่บ้านหรือซื้อยารับประทานเอง การรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตและสุขภาวะที่ดีของคนที่คุณรัก

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ